นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ รองเลขาธิการพรรคเพื่อไทย และประธานกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระองค์กร อัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน กล่าวถึงปัญหาภายในพรรคพลังประชารัฐที่มีสมาชิกพรรค ส.ส.จำนวนมากเปลี่ยน ตำแหน่งสำคัญในพรรคนั้น ว่า ตนถือเป็นเรื่องภายในของพรรคพลังประชารัฐ ตนไม่ขอเกี่ยวแต่ควรพึงระลึกเสมอว่าเป็นเงินภาษีของประชาชนไม่ใช่เงินส่วนตัวของใครหากนำไปใช้ไม่ถูกต้อง

เรื่องภายในพรรคพลังประชารัฐไม่มีใครอยากยุ่ง แต่มี ส.ส.ในพรรคส่งข้อมูลมาให้ฝ่ายค้าน ว่า นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะเลขาธิการพรรคพลังประชารัฐ เรียกส.ส.ภายในพรรคไปคุยเพื่อให้อยู่ในโอวาท โดยมีโครงการที่ใช้เงินกองทุนพลังงานหลักสิบล้านบวกๆต่อรายโดยให้ไปทำโครงการมาและนำไปลงพื้นที่ หากเป็นจริงตนในฐานะประธานกรรมาธิการตรวจสอบกองทุนฯจะทำหน้าที่ตรวจสอบการใช้งบประมาณของกองทุนพลังงานที่ประชาชนโดนเรียกเก็บจากการซื้อพลังงานทุกประเภทเป็นเงินหลายล้านๆบาท ซึ่งตนฝากไปยังบอร์ด 20 คน ต้องรับผิดชอบหากมีการซิกแซก โดยเฉพาะเลขาธิการกองทุนฯ หากทำเป็นมองไม่เห็นและปล่อยผ่านรับรองได้เลยประชาชนจะเป็นผู้พิพากษาและฝ่ายค้านจะตรวจสอบอย่างเข้มข้น ซึ่งสัปดาห์นี้ตนจะทำการตรวจสอบ กองทุนพลังงานครั้งใหญ่ จะเรียกเอกสารสถานะเงินกองทุนและ การนำไปใช้จ่ายต่างๆ ในรอบหลายปีมาตรวจสอบหากพบสิ่งผิดปกติรับรองฝ่ายค้านกัดไม่ปล่อยแน่

นายจิรายุ กล่าวว่ากรณีการที่ หม่อมราชวงค์จัตุมงคล โสณกุล รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงแรงงาน ออกมาบอกว่าจะเพิ่มเงินว่างงานให้กับผู้ประกันตนในสถานการณ์โควิด-19 จากร้อยละ 62 ให้เป็นร้อยละ 75 นั้น ตนเห็นว่าการคืนเงินบางส่วนที่เป็นของลูกจ้างควรคืนอย่างน้อยร้อยละ 80 ของค่าจ้างเป็นระยะเวลา 3 เดือน และเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องตัดสินใจอย่างเด็ดขาดเพราะความเดือดร้อนของประชาชนมีทุกวินาที ซึ่งวันอังคารนี้หากรัฐมนตรียังไม่เร่งดำเนินการช่วยเหลือผู้ประกันตน ตนจะเป็นแกนนำไปเรียกร้องเงินประกันสังคมให้ผู้ประกันตนถึงทำเนียบรัฐบาลแน่นอน

ทั้งนี้ นายจิรายุ กล่าวว่า ที่ผ่านมาตนได้ทำหนังสือถึงเลขาฯกองทุนประกันสังคมให้ชี้แจงถึงสถานการณ์การเงินและการนำเงินไปลงทุนที่ประชาชนควรทราบ โดยกองทุนชี้แจ้ง ณ วันที่ 8 พฤษภาคม 63 ว่า ที่ใช้ได้ตอนนี้เพียงแค่ประมาณ 16,000 ล้านบาทเท่านั้น ส่วน 2.2ล้านล้านบาทนั้นถูกนำไปลงทุนในพันธบัตรรัฐบาลและอื่นๆร้อยละ 82 หรือประมาณ 1.67 ล้านล้านบาท ส่วนอีก 18% ไปลงทุนในธุรกิจอื่นๆที่มีความเสี่ยง อาทิ อสังหาริมทรัพย์ ทองคำประมาณ 80,000 ล้านบาททั้งในและต่างประเทศ ซึ่งทำให้เห็นว่าวันนี้รัฐมนตรีแรงงานต้องตัดสินใจในฐานะผู้นำสูงสุดเพื่อผู้ประกันตนที่กำลังเดือดร้อนสูงสุด