ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) กล่าวถึงกรณีที่นายประสงค์ พูนธเนศ ปลัดกระทรวงการคลัง ให้สัมภาษณ์ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ลักษณะคล้ายเชิงดูถูกหยามเหยียดคนจนมาขอรับเยียวยา 5,000 บาทที่กระทรวงการคลังว่า ปรากฎการณ์ดูถูกกล่าวร้ายต่อคนจนของนายประสงค์ นั้น ทำให้สถานการณ์ก่อหวอดทีมในพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) เพื่อขับไล่ 4 ยอดกุมาร ซึ่งมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าทีม ลดความน่าสนใจลงทันที นักการเมือง 4 ยอดกุมาร กำลังเผชิญมรสุมอย่างหนักใน พปชร.นั้น ประกอบด้วย นายอุตตม สาวนายน รมว.คลัง-หัวหน้า พปชร., นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมว.พลังงาน-เลขาธิการ พปชร., นายสุวิทย์ เมษินทรีย์ รมว.อุดมศึกษาฯ-รองหัวหน้า พปชร. และนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง-อดีตโฆษก พปชร. ส่วนฝ่ายขับไล่ 4 ยอดกุมารนั้น ต้องการดัน พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นหัวหน้าพรรคแทน และให้นายสันติ พร้อมพัฒน์ รมช.คลัง เป็นเลขาธิการพรรค แม้จะออกมาปฏิเสธกันอย่างไรนั้น แต่ยังมีควันหลงกันมากมายในสถานการณ์ที่การเมืองเป็นปัญหา 

ในกรณีของ นายประสงค์ จุดเริ่มต้นเกิดขึ้นจากทัศนคติที่ดูถูกเหยียดหยามไปเป็นแรงกระตุ้นไม่ว่าจะโดยบุคคลคนเดียวหรือจะหลายคนก็ตาม ซึ่งตนก็ไม่คาดคิดว่าวันแรงงานแห่งชาติ (1 พ.ค.) ปลัดกระทรวงการคลังได้พูดถึงกรณีที่มีการตั้งโต๊ะเยียวยา 5,000 บาท ซึ่งขณะนี้ได้หยุดทำการ 3 วันและจะเปิดอีกครั้งในวันที่ 5 พฤษภาคมนี้ เป็นการสะท้อนวิธีคิดอย่างชัดเจนว่า วิธีคิดเรื่องวันหยุดนั้นไม่ได้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เป็นจริง คือ ประเทศไทยความหิวหยุดได้ สำหรับส่วนตัวไม่ได้รู้จัก หรือมีอะไรกับปลัดกระทรวงการคลังมาก่อน การให้สัมภาษณ์ของปลัดกระทรวงการคลังที่บอกว่า สื่อมวลชนตกเป็นเครื่องมือของคนที่จะมาหาเงิน ผู้ที่มาเรียกร้องบางคนมีเงินอยู่แล้ว หลายคนกระทรวงการคลังตรวจสอบแล้วพบว่า ได้เงินอยู่แล้ว แต่มาเรียกร้องอีกเพื่อให้ได้ต่างหากอีก แม้แต่กรณีคนที่เป็นรั้วกระทรวงการคลังก็ได้สิทธิ์อยู่แล้วเพียงแต่เขาอยากได้มากกว่านั้น เหล่านนี้เป็นทัศนคติในตอนแรก นอกจากนี้ในทัศนคติตอนที่ 2 ที่บอกว่าเงินที่แจกรายละ 5,000 บาท ไม่ใช่เงินกระทรวงการคลังเป็นเงินที่กู้มาและประชาชนต้องใช้หนี้ในอนาคต แต่คลังรู้ว่าเขาเดือดร้อน ก็ต้องช่วยคนที่เดือดร้อนครั้งพร้อมช่วยทุกคน แต่คนที่ดราม่าบางคนน่าเป็นห่วง ไม่อยากให้สื่อมวลชนตกเป็นเครื่องมือของคนที่ดราม่า 

“ทัศนคติเหล่านี้ หากอยู่ในพระราชกำหนดการกู้เงิน 3 ฉบับ 2 ฉบับแรกเป็นเรื่องของการไปดูแลผู้มีอันจะกินทั้งหลายและเงินที่ไปอุดหนุน ในตลาดทุนตลาดหุ้นนั้นเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่ได้อธิบายว่านั่นคือเงินที่คนจนทั้งประเทศต้องร่วมใช้หนี้เช่นกัน แต่เมื่อต้องมาจ่ายเงินให้กับคนจน ซึ่งกระทรวงการคลังก็ทราบดีว่า คนจนแม้ไม่ได้เสียภาษีทางตรง แต่เขาก็ซื้อ เครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งเป็นกิจการของเจ้าสัวทั้งหลายล้วนแต่ต้องจ่ายภาษีทางอ้อมทั้งสิ้น ดังนั้นเมื่อเข้าไปช่วยคนรวย มักไม่ได้อธิบายในลักษณะลำเลิก กล่าวทวงบุญคุณกัน” นายจตุพร กล่าว

ส่วนที่ผู้สื่อข่าว ถามปลัดกระทรวงการคลังว่า การเปิดจุดรับเรื่องร้องเรียน เหมือนเป็นการเรียกแขกหรือไม่ปลัดกระทรวงการคลังบอกว่า ไม่อยากพูดอะไรมากกว่านั้นเพราะเป็นข้าราชการประจำ มีหน้าที่ทำตามคำสั่งทำตามนโยบาย เมื่อมีนโยบายอะไรก็ต้องทำตามนโยบาย หรือแม้กระทั่งที่บอกว่า ไม่อยากให้นักข่าวตกเป็นเครื่องมือดราม่าของคนที่อยากได้รายได้พิเศษ รวมถึงที่บอกว่า คนที่มากินยาเบื่อหนูตายนั้น เขาก็เตรียมมาจากบ้าน เพื่อตั้งใจกินใน ปริมาณที่พอดี เหล่านี้เป็นทัศนคติในการมองประชาชนที่ ไม่ได้มองความทุกข์ของประชาชนว่าเป็นหน้าที่ 

ส่วนที่ปลัดกระทรวงการคลังบอกว่า ตนจำหน้าได้พวกที่มาร้องไห้หน้ากระทรวงการคลังเป็นพวกการเมืองอีกพรรคหนึ่งเพระเคยเห็นว่าหน้านี้ใช่ เหล่านี้ ตนขอให้ ปลัดกระทรวงการคลังพูดออกมาเลยว่าพรรคการเมืองอะไร เพราะ ทัศนคติของการไม่แก้ปัญหา เมื่อไปชี้ว่าคนนี้เป็นคนของพรรคการเมือง ก็ไม่ต้องรับผิดชอบเลยใช่หรือไม่แปลความกันว่า การเยียวยาไม่ได้เป็นหน้าที่อีกต่อไปใช่หรือไม่ ซึ่งตนเคยบอกเสมอว่าแม้กระทั่งรัฐบาลของพวกตนก็ตามว่า การแก้ปัญหาความเดือดร้อนของคนนั้น อย่าไปมองที่เบื้องหลัง ให้มองที่เบื้องหน้า หากเบื้องหน้าคือความเดือดร้อน รัฐแก้ไขปัญหาให้คนเหล่านั้นก็จบ เบื้องหลังกระจบโดยปริยาย แต่กรณีกลับเริ่มที่เบื้องหลังก่อน เพื่อที่จะไม่ต้องรับผิดชอบในเบื้องหน้าดังนั้นตนเชื่อว่าอีกไม่นานก็พัง 

และที่บอกว่า ประชาชนส่วนมากไม่เข้าใจ กรณี ประชาชนไปเปิดบัญชีธนาคารออมสิน ที่ประชาชนเข้าใจว่าจะได้เงินเร็วก็แห่กันไปจนต้องประสานสั่งปิดธนาคาร แบบนี้ถามจริงๆยังไม่รู้ปัญหาอีกหรือ เพราะที่ประชาชนแห่กันไปสะท้อนว่า เขาไม่มีเงิน ซึ่งตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศว่าจะให้กู้ 10,000 บาทต่อคน แต่สุดท้ายเมื่อมีอะไรที่สามารถไขว่คว้าไว้ได้ก็ต้องไขว่คว้า เสมือนโอเอซิสที่อยู่ในทะเลทราย ก็ต้องคว้าไว้ อะไรที่ผ่านหน้าก็ต้องตะคลุบไว้ก่อนไม่ว่าจะเป็น 5,000 บาทของรัฐบาลหรือเงินกู้ 10,000 บาทของธนาคารออมสินก็ตาม 

สุดท้ายที่บอกว่า มีกรณีลูกน้องของปลัดกระทรวงการคลังเล่าให้ฟังว่าไปนั่งกินข้าวเที่ยงและร้านข้าวติดเเม่น้ำ ก็มองไปเห็นบ้านหลังใหญ่ติดแม่น้ำ ที่ยื่นขอเยียวยา 5,000 บาทด้วย ซึ่งเป็นการยกตัวอย่างที่ผิดพลาด เพราะมีร้านอาหารที่ไหนเปิดให้เข้าไปนั่งกินได้ เพราะ คำสั่งของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณีร้านข้าวห้ามกินที่ร้าน แต่เจ้าหน้าที่กระทรวงการคลังกลับไปนั่งกินข้าวที่ร้านข้าวได้ถือว่า ร้านอาหารริมแม่น้ำทำผิดคำสั่งของศูนย์บริหารสถานการณ์ในสถานการณ์ฉุกเฉิน แต่ปลัดกระทรวงการคลังกลับนำมายกตัวอย่างโอ้อวด ดังนั้น เมื่อเขามีฐานะแล้วให้เยียวยาไปทำไม ก็ต้องตีตกเป็นขาดคุณสมบัติ 

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ตนชอบใจ พล.อ.ประสูตร รัศมีแพทย์ อดีตรองผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ออกมาแสดงความคิดเห็นบอกว่าให้ข้าราชการ งดรับจ่ายเงินเดือน 2 เดือน จะได้ทราบว่าประชาชนมีความทุกข์อย่างไรบ้าง ดังนั้นการที่ปลัดกระทรวงการคลังพูดมาทั้งหมดนั้นกระทบกระเทือนต่อความรู้สึกและเป็นทัศนคติทางชนชั้น ดังนั้นหากยังมีทัศนคติกันแบบนี้ กระทรวงการคลังจะเป็นจุดแรกที่สำคัญ เพราะการท้าทายกับความหิวนั้นเป็น มโนธรรมสำนึก ดังนั้น การเริ่มต้นที่กระทรวงการคลังด้วยทัศนคติแบบนี้ หากยังปล่อยปละละเลยไว้ จากกระทรวงการคลังระยะทางไม่เท่าไหร่ก็จะถึงทำเนียบ ซึ่งหลายคนก็บอกว่าวันนี้มี พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่ตนก็เคยบอกว่า ไม่มี พ.ร.ก.หรือคำสั่งอื่นใด ที่มาหยุดความหิวของประชาชนได้ ทัศนคติการแบ่งแยกคนทางการเมืองทั้งที่คนมีความทุกข์ เป็นทัศนคติที่มีความเสียหายมากที่สุด 

“ผมมองว่าชนวนที่เกิดขึ้นที่กระทรวงการคลัง จะตอกย้ำเข้าไปในหัวใจของคนจนทั้งหลาย และไปตอกย้ำของผู้รักความยุติธรรมทั้งหลาย แล้วเรื่องนี้จะลุกลาม หากยังไม่มีการดำเนินการใดๆต้องยอมรับความเป็นจริงว่าจะลามไปถึงทำเนียบรัฐบาล”

นายจตุพร ย้ำว่า หลังหมดโควิด 19 แฟลชม็อบก็จะกลายเป็นโคตรแฟลช จำนวนคนก็จะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว ตนพยากรณ์ไว้ล่วงหน้าว่าจุดเริ่มต้นฉนวนเริ่มที่กระทรวงการคลัง และจะไปจบที่ทำเนียบรัฐบาล