เมื่อวันที่ 2563 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผช.ผบ.ตร.) เปิดเผยผลการจับกุมผู้ฝ่าฝืนตามประกาศ พรก.ฉุกเฉิน ฯ (เคอร์ฟิวส์) เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า ตั้งแต่วันที่ 6 เมษายนที่มีการบังคับใช้กฏหมายอย่างจริงจังหลังตักเตือนในวันแรกๆพบว่า มีการจับกุมเพิ่มขึ้นวันละกว่า 1,000 ราย โดยในพื้นที่ กทม.จับกุมกว่า 100 รายต่อวันน้อยกว่าต่างจังหวัด ขณะที่พื้นที่ต่างจังหวัด ที่มีจับกุมมากที่สุดคือพื้นที่ตำรวจภูธรภาค 1 และภาค 4 โดยส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่น เนื่องจากเป็นช่วงเวลาปิดเทอมทำให้ออกมารวมกลุ่มและกลุ่มคนที่ไปงานเลี้ยงดื่มเหล้า รวมถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับเสพยาเสพติด ทำให้ขาดสติไม่รู้เวลา โดยเจ้าหน้าที่จะมีวิเคราะห์ข้อมูลกลุ่มผู้ฝ่าฝืนอย่างละเอียดอีกครั้ง พร้อมยืนยันตำรวจดำเนินกับทุกคนที่ฝ่าฝืนอย่างเสมอภาคเท่าเทียมไม่มีข้อยกเว้นให้กับบุคคลใด

ผู้ช่วย ผบ.ตร.กล่าวด้วยว่า ได้มีการกำชับเจ้าหน้าทีประจำด่านตรวจทำงานให้เร็วขึ้น กรณีเจอคนที่ตั้งใจฝ่าฝืน อาจเป็นมิจฉาชีพ ต้องมีการระมัดระวังตัว พร้อมจัดเตรียมชุดเคลื่อนที่เร็วในการติดตามจับกุม ขณะเดียวกันฝากเตือนไปยังประชาชนให้เผื่อเวลาในเดินทางกลับบ้านให้ทันช่วงเคอร์ฟิวส์ 22.00-04.00 น.และลดโอกาสการติดเชื้อด้วยการสวมหน้ากากอนามัย ,หมั่นล้างมืออยู่เสมอ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าศูนย์ปฏิบัติการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ศปก.ตร.) รายงานผลการดำเนินการตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ภาพรวมการปฏิบัติ ในคืนวันที่ 7 ต่อเนื่องเช้าวันที่ 8 เมษายน ที่ผ่านมาเป็นไปด้วยความเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ตำรวจ ร่วมกับ ฝ่ายปกครอง ทหาร สาธารณสุข และอาสาสมัครต่างๆ มีการตั้งจุดตรวจ จุดสกัด และชุดสายตรวจร่วม ทั่วประเทศ รวมจำนวน 924 จุด ใช้กำลังเจ้าหน้าที่ทั้งหมด 18,793 คน มีการตรวจค้นบุคคลทั้งหมด 27,731 คน ตรวจค้นยานพาหนะทั้งหมด 20,977 คัน ในจำนวนนี้ ส่วนใหญ่พบว่าเป็นผู้ที่มีเหตุผลและความจำเป็น คือ เป็นผู้ที่มีหน้าที่ในการขนส่งสินค้าอุปโภค/บริโภค ขนส่งสินค้าทางการเกษตร การเข้าออกเวรทำงานผลัดกลางคืน และผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้านการแพทย์ ตามลำดับ

กรณีผู้ฝ่าฝืน /ไม่มีเหตุผลการเดินทางช่วงประกาศห้าม ประจำวันที่ 7 เมษายน เวลา 22.00 น.- วันที่ 8 เมษายน เวลา 04.00 น. มีผู้ฝ่าฝืนออกนอกเคหสถาน และรวมกลุ่มชุมนุม ทั้งสิ้น 1,156 คน ดำเนินคดี 1,021 คน ตักเตือน 135 คน ผู้ถูกดำเนินคดีสูงสุดอยู่ในพื้นที่ ภูธรภาค7 172 คน