เมื่อวันที่ 17 มีนาคม ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. ในฐานะโฆษก ตร. พร้อมด้วยพ.ต.อ.ศุภฤกษ์  พัฒนปรีชากุล นายเเพทย์ (สบ 5) กลุ่มงานอายุรกรรม รพ.ตร. แถลงข่าวติดตามสถานการณ์ไวรัสโควิด-19 ในส่วนของ ตร. ว่า มีข้าราชการตำรวจที่ติดเชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งหมด 7 นาย สังกัด บช.น. 4 ราย สตม. 1 ราย ตชด. 1 ราย และ รพ.ตร. 1 ราย และมีเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ใกล้ชิดกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ในข่ายเฝ้าระวังอาการ 14 วัน อีกจำนวน 102 ราย ทั้งนี้ยืนยันว่าไม่ส่งกระทบกับการดูแลให้บริการประชาชน

พล.ต.ท.ปิยะ กล่าวอีกว่า ผบ.ตร. ยังสั่งการ ให้เพิ่มความเข้มในการตรวจสอบ คัดกรองและติดตามตัวบุุคคลที่เดินทางมาจากประเทศกลุ่มเสี่ยง โดยใช้แอพพลิเคชั่นที่กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ทำขึ้น พร้อมพิจารณามาตรการและวิธีการดำเนินการตรวจคัดกรองการเดินทางเข้าออกตามแนวชายแดนที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน

สำหรับมาตรการจับกุมผู้กระทำความผิดจำหน่ายหน้ากากอนามัยเกินราคา ได้ 82 ราย ผู้ต้องหา 85 คน ยึดของกลาง 170,821 ชิ้น มูลค่า 2,376,037 บาท จับกุมผู้โพสต์หรือส่งต่อข่าวปลอม 7 ราย ผู้ต้องหา 10 ราย ส่วนกรณีของกลางที่เป็นหน้ากากอนามัยนั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดย ผบก.ปคบ. อยู่ระหว่างหารือกับกระทรวงพาณิชย์และหน่วยที่เกี่ยวข้อง ศึกษาแนวทางที่ไม่ให้ของกลางเสื่อมสภาพโดยเปล่าประโยชน์ ซึ่งตามกฎหมายของกลางต้องรอคำสั่งศาลในการแจ้งว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป โดยขณะนี้มีแนวทางในการนำของกลางมาใช้ 3 แนวทาง คือ 1. การให้ผู้ต้องหายินยอมมอบของกลางให้ตกเป็นของหลวงและจะใช้ในการพิจารณาบรรเทาโทษในชั้นศาล ช่องทางต่อมา คือการเร่งขั้นตอนในการทำสำนวนคดีก่อนส่งฟ้องให้รวดเร็วมากขึ้น แต่ตามระเบียบการตำรวจฯ เรื่องของกลางคดีลักษณะที่ 15 ข้อ 418 กรณีถ้าของกลางนั้นเป็นของกลางที่อาจจะเสียหาย เน่าเสีย หรือเสื่อมสภาพ ให้พิจารณาตามขั้นตอนต่างๆ ซึ่งทาง ปคบ.แนะนำประสานผู้ต้องหาว่าของกลางเหล่านั้นยังใช้ประโยชน์ได้ยินยอมยกให้เป็นของหลวง ก็จะดำเนินการตามระเบียบที่เกี่ยวข้อง ส่งคืนทางกระทรวงพาณิชย์ ศูนย์โควิด19 ของรัฐบาล หรือกระทรวงสาธารณสุข เพื่อดำเนินการแจกจ่ายให้กับผู้มีความจำเป็นต่อไป

นอกจากนี้ยังได้สั่งการให้จัดตั้งศูนย์ควบคุมสถานการณ์โควิด-19 ทุกจังหวัด ให้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฎิงานร่วมกับผู้ว่าราชการจังหวัด หากมีการประกาศสถานการณ์ต่างๆ และให้ทุกสถานีตำรวจเพิ่มการทำความสะอาด ฆ่าเชื้อ สร้างความมั่นใจให้กับประชาชนที่จะมาติดต่อราชการตามสถานีต่างๆ โดยจัดหาอุปกรณ์ป้องกันและทำความสะอาด และเพิ่มความถี่ในการจัดบิ๊กคลีนนิ่งสถานีตำรวจ จากเดิมสัปดาห์ละ 1 ครั้ง เป็นอย่างน้อย 3 ครั้ง และให้ทำความสะอาดห้องขังตลอดเวลา เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งแพร่ระบาดของเชื้อ นอกจากนี้ยังปรับแนวทางการรับแจ้งเหตุด่วนเหตุร้ายของหมายเลข191 เพื่อคอยประสานข้อมูล การแพร่ระบาดของโรค ร่วมกับหมายเลข 1422 กรมควบคุมโรค และ 1111 ของทางรัฐบาล

ด้าน พ.ต.อ.ศุภฤกษ์ กล่าวว่า รพ.ตำรวจ มีภาระกิจที่สนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์ร่วมกับกระทรวงสาธารณสุข โดยจะเริ่มให้บริการคลินิกโรคหวัดแยกจากโซนอื่นๆ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อในวันพรุ่งนี้(18 มีนาคม) สำหรับการเตรียมความพร้อมด้านการแพทย์ ได้เตรียมศูนย์ปฏิบัติการป้องกันและบรรเทาภัย รพ.ตร. ประสานการปฏิบัติกับหน่วยงานการแพทย์อื่นๆ และจัดสถานที่จำนวน 129 เตียง และรองรับสูงสุดได้ 150 เตียง รวมทั้งอาคารเรือนนอน ตชด. และโรงพยาบาลศูนย์ การเตรียมความพร้อมจัดสร้างโรงพยาบาลสนาม หากมีความจำเป็น