นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานมูลนิธิมัลลิกาเพื่อประชาชน กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)เตรียมประกาศหลักเกณฑ์ให้ร้านสะดวกซื้อเซเว่นอีเลฟเว่นเป็นตัวแทนธนาคาร หรือ แบงก์กิ้งเอเย่นต์ว่า รู้สึกข้องใจที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีมติเช่นนี้ เพราะจะทำให้เกิดผลกระทบตามมาหลายอย่าง เช่น ตำแหน่งงานลดลงจากธนาคาร ทำให้มีคนตกงานอีกจำนวนมาก ขณะที่ธนาคารบางแห่งเตรียมที่จะปรับลดพนักงานเพื่อรองรับโลกยุคดิจิตอลก็ยังต้องยอมถอย เพราะมีความรับผิดชอบต่อสังคมคือไม่ต้องการให้เกิดผลกระทบต่อการตกงานของพนักงานในระหว่างนี้

“ไม่เห็นด้วยที่ธนาคารแห่งประเทศไทยออกหลักเกณฑ์นี้ และอยากให้ชี้แจงว่าเป็นนโยบายจากใคร มีเบื้องหน้าเบื้องหลังอะไรหรือไม่ ลองคิดดูว่าจะมีคนตกงานจากธนาคารอีกจำนวนเท่าไหร่ และกระทรวงการคลังมีแผนรองรับเรื่องนี้อย่างไร ช่วยชี้แจงด้วยว่าหลักเกณฑ์นี้จะไม่เอื้อให้กับเครือเจ้าสัวอย่างไร เพราะไปสอดคล้องกับแนวคิดและวิถีของเจ้าสัวใหญ่รายหนึ่งซึ่งเป็นเจ้าของร้านสะดวกซื้อที่มีสาขามากที่สุดในประเทศได้ ซึ่งไปทดลองลงทุนขยายฐานธุรกิจที่ประเทศญี่ปุ่น ด้วยการทำให้ร้านสะดวกซื้อในเครือของตนเองเปิดบริการเป็นธนาคารไปแล้วเช่นกัน” นางมัลลิกา กล่าว

อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลักเกณฑ์นี้แม้จะระบุว่าเพื่อความสะดวกของผู้บริโภค เป็นการลดต้นทุนการเปิดสาขาของธนาคาร และเป็นการเปิดทางให้กับร้านโชห่วย และร้านสะดวกซื้อทั้งหมดนั้น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น เพราะร้านสะดวกซื้อที่มีศักยภาพมีอยู่เจ้าเดียว ส่วนร้านโชห่วยไม่สามารถไปแข่งขันกับเครือเจ้าสัวได้อยู่แล้ว และทุกวันนี้ก็ปิดตัวโชห่วยไปครึ่งประเทศ เพราะร้านสะดวกซื้อเข้าไปเปิดถึงหน้าปากซอยในเขตทุรกันดาร

“เรื่องนี้มีประชาชนร้องเรียนเข้ามาหลายทาง และยังได้แสดงความคิดเห็นผ่านทั้งสื่อโซเชียลเน็ตเวิร์คอย่างกว้างขวาง ซึ่งเห็นว่าทางการจะต้องตอบคำถาม 3 ข้อ คือ 1.จะรองรับวิกฤตการตกงานอย่างไร 2.หลักเกณฑ์นี้เป็นการเอื้อให้กับธุรกิจเครือเจ้าสัวหรือไม่ และ 3.ใครมีผลประโยชน์อยู่เบื้องหลังหรือไม่ รัฐบาลเกี่ยวข้องกับการสั่งการหรืออย่างไร เรื่องนี้ต้องมีคนรับผิดชอบ”อดีตรองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าว