เมื่อเวลา 21.40 น. วันที่ 6 ม.ค. สน.บางรักรับแจ้งเกิดเหตุคนร้ายลอบยิงรถยนต์ส่วนตัวยี่ห้อเล็กซัส สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 กจ 351 กทม. ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษนายกรัฐมนตรี อดีต ผบช.สตม. เหตุเกิดบริเวณหน้าร้านแห่งหนึ่งบนถนนสุรวงศ์ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าตรวจสอบที่เกิดเหตุ พบว่ารถคันดังกล่าวถูกยิงจำนวน 7 นัด ซึ่งขณะที่เกิดเหตุนั้นพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ไม่ได้อยู่ภายในรถ

เบื้องต้นฝ่ายสืบสวน สน.บางรัก อยู่ระหว่างลงพื้นที่ตรวจสอบหาเบาะแสคนร้าย และเก็บภาพจากกล้องวงจรปิดบริเวณใกล้เคียง พร้อมกับสอบปากคำพยานที่เห็นเหตุการณ์เพื่อติดตามคนร้ายต่อไป

ทั้งนี้หลังเกิดเหตุ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ได้ออกมาดูสภาพรถ ก่อนจะเข้าให้ปากคำกับพนักงานสอบสวนต่อไป

ด้านพล.ต.ท.สุรเชษฐ์ กล่าวว่า ก่อนเกิดเหตุตนได้เดินทางมาทานข้าวและแวะทำธุระที่ย่านดังกล่าว โดยจอดรถไว้ที่บริเวณลานจอดรถ กระทั่งเวลากลับก็เห็นว่ารถมีร่องรอยของการถูกยิง จึงประสานทางเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจสอบ อย่างไรก็ตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทราบว่าว่าคนร้ายมีจุดมุ่งหมายอย่างใด แต่จากการดูวิถีร่องรอยของกระสุนเชื่อว่าประสงค์ต่อชีวิต ทั้งนี้ยืนยันที่ผ่านมาไม่มีปัญหาขัดแย้งส่วนตัวกับใคร และทำหน้าปราบปรามอาชญากรรมทุกประเภท ด้วยความมุ่งมั่น ตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย

ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ตนกังวลและเป็นห่วง คือเหตุดังกล่าวเกิดขึ้นในบริเวณที่เป็นใจกลางเมือง มีผู้คนพลุกพล่าน ซึ่งถือเป็นการกระทำที่อุกอาจมาก จึงอยากให้ตำรวจเร่งล่าตัวมือปืนมาให้ได้โดยเร็วเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนโดยเฉพาะด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน

ทั้งนี้มองว่าการก่อเหตุในที่ชุมนุมคน จะยิ่งกระทบต่อภาพลักษณ์การท่องเที่ยวโดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังมีปัญหา อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวด้วย

ด้าน พล.ต.อ.วิระชัย ทรงเมตตา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ /รักษาราชการแทน ผบ.ตร.(ผบ.ตร. ลาราชการ )ประชุมชุดสืบสวนเพื่อคลี่คลายคดีลอบยิงรถยนต์ของ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ภายในบริเวณลานจอดรถย่านบางรัก เมื่อคืนที่ผ่านมา โดยยืนยันว่าตำรวจยังไม่ตัดประเด็นใดทิ้ง และจากการพูดคุยกับ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ เบื้องต้น ไม่มีประเด็นทางชู้สาว หรือความขัดแย้งทางธุรกิจ โดยวันพรุ่งนี้จะนัด พล.ต.ท.สุรเชษฐ์มาสอบปากคำอย่างละเอียดที่สถานีตำรวจนครบาลบางรัก ในเวลา 12.30 น.

นอกจากนี้ มอบหมายให้ฝ่ายสืบสวนวิเคราะห์พฤติกรรมของผู้ก่อเหตุว่าเคยก่อเหตุลักษณะนี้มาก่อนหรือไม่ และเชื่อว่าขณะนี้ผู้ก่อเหตุน่าจะมีมากกว่า 2 คน โดยมีการวางแผนดูลาดเลาเส้นทางก่อนและหลังลงมือก่อเหตุ โดยตัดประเด็นการยิงผิดตัวทิ้งไป เพราะมีไม่กี่คนที่ทราบว่า พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ใช้รถยนต์คนนี้และไปยังสถานที่ดังกล่าวเป็นประจำ ส่วนจะมีการจัดฉากสร้างสถานการณ์หรือไม่ ตำรวจก็จะมีการตรวจสอบประเด็นนี้เช่นกัน

ส่วนเส้นทางหลบหนีเบื้องต้นพบว่า เมื่อก่อเหตุแล้วได้ขับรถย้อนกลับมาทางเดิมเนื่องจากซอยดังกล่าวเป็นซอยตัน ก่อนขับมุ่งหน้าไปทางแยกอังรีดูนังต์ และเลี้ยวซ้ายวิ่งถนนพระราม 4 มุ่งหน้ามาแยกสามย่าน จึงให้ฝ่ายสืบสวนขยายผลตรวจสอบกล้องวงจรปิดเพิ่มเติม

ด้าน พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วย ผบ.ตร. และโฆษก ตร. เปิดเผยความคืบหน้า จากกรณีเมื่อวันที่ 6 มกราคม เวลาประมาณ 20.30 น. เกิดเหตุคนร้าย 2 คน สวมหมวกกันน็อค ใช้รถจักรยานยนต์ไม่ติดแผ่นป้ายทะเบียนเป็นพาหนะขับเข้ามาใน ซอยสาริกา ถนนสุรวงศ์ แขวงสุริยวงศ์ เขตบางรัก กทม. และใช้อาวุธปืน ยิงใส่ด้านซ้ายของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล ยี่ห้อ Lexus สีขาว หมายเลขทะเบียน 9 กจ 351 กรุงเทพมหานคร ที่ พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ปรึกษาพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ขับมาจอดไว้บริเวณดังกล่าว และหลบหนีไป โดยไม่มีผู้ได้รับบาดเจ็บ

พล.ต.ท.ปิยะฯ กล่าวว่า หลังได้รับแจ้งเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้าทำการตรวจสถานที่เกิดเหตุ ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด สอบปากคำพยานที่เกี่ยวข้อง และเร่งทำการสืบสวนสอบสวนในคดีดังกล่าว เบื้องต้นจากการตรวจพิสูจน์รถยนต์คันที่ถูกยิง พบร่องรอยถูกกระสุนปืนยิง จำนวน 8 นัด ที่บริเวณข้างตัวรถทางซ้าย บริเวณประตูหน้า 1 นัด และประตูหลัง 7 นัด

“ขอเรียนว่าคดีนี้ถือเป็นคดีสำคัญ ผู้บังคับบัญชาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติได้ลงมากำกับดูแล และสั่งการให้เร่งดำเนินการ ติดตาม เร่งรัด ผลการตรวจสอบวิถีกระสุนปืน ตรวจหัวกระสุน วิเคราะห์เนื้อโลหะของกระสุนปืน ตรวจเปรียบเทียบหัวกระสุนปืนด้วยระบบอัตโนมัติจากกองพิสูจน์หลักฐานกลาง เร่งรัดตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด ทั้งก่อนเกิดเหตุ-หลังเกิดเหตุ รวมถึงตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณสถานที่เกิดเหตุและในซอยสาริกา ก่อนเกิดเหตุย้อนหลัง ๗ วัน และติดตามประจักษ์พยานหรือพยานแวดล้อมหรือบุคคลที่ได้รู้ได้เห็นได้ยินเพิ่มเติมประกอบในคดี ซึ่งหากมีความคืบหน้าจะได้ชี้แจงให้ทราบต่อไป”

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้กำชับให้เร่งจับกุมคนร้ายที่ก่อเหตุมาดำเนินคดีตามกฎหมายให้ได้โดยเร็ว พร้อมกันนี้ได้กำชับผู้บังคับบัญชาทุกพื้นที่ ให้กำหนดมาตรการป้องกันเหตุ เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุร้ายขึ้นอีก โดยหากเกิดเหตุต้องติดตามจับกุมผู้กระทำความผิดได้โดยเร็ว ทั้งนี้พนักงานสอบสวนต้องดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐาน ด้วยความรอบคอบ รวดเร็ว เป็นธรรม อาศัยพยานหลักฐานทางนิติวิทยาศาสตร์และพยานหลักฐานที่เชื่อมโยงกับผู้ที่ก่อเหตุเป็นสำคัญ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับพี่น้องประชาชน นักลงทุน และนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ