สำหรับผลการดำเนินงานงวดเก้าเดือนปี 2562 เปรียบเทียบกับงวดเก้าเดือนปี 2561  กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร มีกำไรสุทธิ ไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 4,309 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 6.6 จากงวดเดียวกันของปี 2561 เป็นกำไรสุทธิของธุรกิจตลาดทุน ซึ่งดำเนินการโดยบริษัท ทุนภัทร จำกัด (มหาชน) (ทุนภัทร) และบริษัทย่อย จำนวน 730 ล้านบาท

อนึ่ง สำหรับไตรมาส 3/2562  ธนาคารและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิไม่รวมส่วนของผู้ถือหุ้นส่วนน้อยเท่ากับ 1,610 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 9.5 เมื่อเปรียบเทียบกับกำไรสุทธิจำนวน 1,471 ล้านบาทในไตรมาส 2/2562 หากเปรียบเทียบกับไตรมาส 3/2561 กำไรสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 3.8 จากจำนวน 1,551 ล้านบาทในไตรมาส 3/2561

กลุ่มธุรกิจฯ มีรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ  จำนวน 3,227 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจำนวน 316 ล้านบาทหรือร้อยละ 10.9 จากจำนวน 2,911 ล้านบาทในไตรมาส 3/2561 ส่วนรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิ จำนวน 1,208 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.0 จากไตรมาส 3/2561 ที่มีจำนวน 1,059 ล้านบาท และรายได้อื่น 547 ล้านบาท รวมเป็นรายได้จากการดำเนินงานทั้งสิ้น จำนวน 4,982 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 573 ล้านบาท หรือร้อยละ 13.0 จากไตรมาส 3/2561

สินทรัพย์รวม ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 มีจำนวน 320,263  ล้านบาท เพิ่มขึ้น 13,934 ล้านบาท หรือร้อยละ 4.5 จากสิ้นปี 2561

ธุรกิจธนาคารพาณิชย์

สำหรับไตรมาส 3/2562 สินเชื่อโดยรวมของธนาคารมีการขยายตัวที่ร้อยละ 4.2 จากสิ้นปี 2561 โดยมีการขยายตัวในสินเชื่อเกือบทุกประเภทยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ยังคงหดตัว ในด้านคุณภาพของสินเชื่อ อัตราส่วนสินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม ณ สิ้นไตรมาส 3/2562 อยู่ที่ร้อยละ 4.2  คงที่จากสิ้นไตรมาส 2/2562 ทางด้านธุรกิจบริหารหนี้ ธนาคารขายอสังหาริมทรัพย์รอการขายได้ในไตรมาส 3/2562 จำนวน 321 ล้านบาทและมีกำไรจากการขายอสังหาริมทรัพย์รอการขาย 162 ล้านบาท ในส่วนของธุรกิจตลาดเงินสามารถทำรายได้จำนวน 126 ล้านบาทในไตรมาส 3/2562   ทางด้านธุรกิจตลาดทุน บริษัทหลักทรัพย์ ภัทร จำกัด (มหาชน) (บล.ภัทร) มีส่วนแบ่งตลาด (SET และ mai ไม่รวมบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท) ร้อยละ 10.59  ซึ่งเป็นอันดับที่ 1 จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่ง โดยเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 8.89 ในไตรมาส 2/2562

ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 ธนาคารมีอัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยง (BIS Ratio) คำนวณตามเกณฑ์ Basel III ซึ่งรวมกำไรหลังหักเงินปันผลจ่ายครึ่งแรกของปี 2562 อยู่ที่ร้อยละ 16.77  โดยเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 13.03 แต่หากรวมกำไรถึงสิ้นไตรมาส 3/2562 หลังหักเงินปันผลจ่ายครึ่งแรกของปี 2562 อัตราส่วนเงินกองทุนต่อสินทรัพย์เสี่ยงจะเท่ากับร้อยละ 17.53 และเงินกองทุนชั้นที่ 1 เท่ากับร้อยละ 13.78

ธุรกิจตลาดทุน

ประกอบด้วย ธุรกิจนายหน้า ธุรกิจวานิชธนกิจ ธุรกิจการลงทุน และธุรกิจจัดการกองทุน

ธุรกิจนายหน้า (Brokerage Business)

บล.ภัทร ดำเนินธุรกิจให้บริการเป็นนายหน้าซื้อขายหลักทรัพย์ และตราสารอนุพันธ์แก่ลูกค้าประเภทสถาบันทั้งในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงกลุ่มลูกค้าบุคคลรายใหญ่ภายใต้บริการ Private Wealth Management ซึ่งในกลุ่มนี้บริษัทให้บริการเป็นนายหน้าซื้อขายหน่วยลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ และหุ้นกู้อนุพันธ์อีกด้วย สำหรับไตรมาส 3/2562 บล.ภัทร มีส่วนแบ่งตลาด[1] ร้อยละ 10.59 เป็นอันดับที่ 1 จากจำนวนบริษัทหลักทรัพย์ทั้งหมด 38 แห่ง และบล.ภัทร มีรายได้ค่านายหน้า 365 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายหลักทรัพย์จำนวน 321 ล้านบาท และรายได้ค่านายหน้าจากการซื้อขายตราสารอนุพันธ์ 44 ล้านบาท นอกจากนี้ บล.ภัทร ยังมีรายได้ค่านายหน้าจากการเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุน 182 ล้านบาท[2]

ธุรกิจวานิชธนกิจ (Investment Banking Business)

บล.ภัทร ประกอบธุรกิจวานิชธนกิจ ให้บริการเป็นที่ปรึกษาทางการเงินและการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ ในไตรมาส 3/2562 บล.ภัทร มีรายได้จากธุรกิจวานิชธนกิจรวมจำนวน 109 ล้านบาท ประกอบด้วย รายได้ที่ปรึกษาทางการเงิน 8 ล้านบาท รายได้จากการจัดจำหน่ายหลักทรัพย์ 54 ล้านบาท และรายได้จากการเป็นตัวแทนในการรับซื้อหลักทรัพย์ (Tender Offer Agent) 47 ล้านบาท

ธุรกิจกำรลงทุน (Investment Business)

ธุรกิจการลงทุนของบริษัทอยู่ภายใต้การดำเนินงานของ 2 หน่วยงานหลัก โดยทุนภัทรจะเป็นผู้ประกอบการลงทุนโดยตรงภายใต้การดูแลของ ฝ่ายลงทุน (Direct Investment) ซึ่งรับผิดชอบการลงทุนระยะปานกลางและระยะยาว ส่วนบล.ภัทรดูแลการลงทุนระยะสั้นโดยฝ่ายค้าหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Equity and Derivatives Trading) เน้นลงทุนในหลักทรัพย์ประเภททุน (Equity) และกึ่งทุน (Equity-Linked Securities) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาดอนุพันธ์ เป็นการลงทุนระยะสั้นไม่เกิน 1 ปี โดยเน้นกลยุทธ์ด้านการหากำไรส่วนต่าง (Arbitrage) รวมถึงการเป็นผู้ออกและเสนอขายผลิตภัณฑ์ทางการเงิน (Financial Products) ตัวอย่างเช่นหุ้นกู้อนุพันธ์ ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ เป็นต้น

สำหรับไตรมาส 3/2562 ฝ่ายลงทุน มีผลกำไรจากการลงทุนโดยรวมกำไรจากการวัดมูลค่าเงินลงทุนในหลักทรัพย์จำนวน 117 ล้านบาท ส่วนฝ่ายค้าหลักทรัพย์และสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสามารถทำรายได้จำนวน 288 ล้านบาท  และเมื่อรวมกับรายได้จากการลงทุนอื่นในส่วนของการบริหารเงินทุนและสภาพคล่องของบริษัท ทำให้ในไตรมาส 3/2562 บริษัทและบริษัทย่อยมีผลกำไรรวมจากธุรกิจลงทุนจำนวน 437 ล้านบาท

ธุรกิจจัดการกองทุน (Asset Management Business)

บลจ.ภัทร ประกอบธุรกิจจัดการกองทุน ภายใต้ใบอนุญาตประกอบกิจการจัดการกองทุนรวม และใบอนุญาตประกอบธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคล ให้บริการด้านการจัดการลงทุนแก่ลูกค้าบุคคลทั่วไปหรือลูกค้าองค์กร นิติบุคคลที่สนใจการลงทุนในกองทุนรวม หรือกองทุนส่วนบุคคล  ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 บลจ.ภัทร มีทรัพย์สินภายใต้การจัดการของกองทุนรวมเป็นจำนวน 68,562 ล้านบาทมีจำนวนกองทุนภายใต้การบริหารรวม 35 กองทุน แบ่งเป็นกองทุนรวม (Mutual Fund) 32 กอง และกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ 3 กอง โดยมีส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 1.30  สำหรับไตรมาส 3/2562 บลจ.ภัทร มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนรวมจำนวน 145 ล้านบาท

สำหรับกองทุนส่วนบุคคล ณ วันที่ 30 กันยายน 2562 มีมูลค่าทรัพย์สินสุทธิภายใต้การบริหารทั้งสิ้น 26,027 ล้านบาท ทั้งนี้ บลจ.ภัทร มีรายได้ค่าธรรมเนียมธุรกิจจัดการกองทุนส่วนบุคคลจำนวน 67 ล้านบาท

ตัวเลขที่สำคัญทางการเงิน

          อัตราส่วนต่างๆ (ร้อยละ) ไตรมาส 3/2561 งวดเก้าเดือน ปี 2561 ไตรมาส 1/2562 ไตรมาส 2/2562 ไตรมาส 3/2562 งวดเก้าเดือน ปี 2562
อัตราการเติบโตของเงินให้สินเชื่อ 3.5 14.1 1.9 0.2 2.0 4.2
สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อสินเชื่อรวม (ไม่รวมรายการระหว่างธนาคาร) 4.2 4.2 4.1 4.2 4.2 4.2
อัตราส่วนการตั้งสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพ 115.6 115.6 114.1 113.2 110.1 110.1
อัตราส่วนสำรองต่อสำรองตามเกณฑ์ 184.9 184.9 184.4 182.4 167.0 167.0

 ภาวะเศรษฐกิจ ตลาดเงิน ตลาดทุน

เศรษฐกิจไทยในช่วง 8 เดือนแรกของปี 2562 ขยายตัวชะลอลงจากอุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศ โดยการบริโภคภาคเอกชนในประเทศขยายตัวชะลอลงในเกือบทุกหมวดสินค้าโดยเฉพาะหมวดสินค้าคงทนที่หดตัวสูงตั้งแต่ไตรมาส 2 จากยอดจำหน่ายรถยนต์ทุกประเภท ส่วนหนึ่งเป็นผลจากรายได้ครัวเรือนที่ชะลอลง และสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อรถยนต์มากขึ้น เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อที่มีแนวโน้มด้อยลง ขณะที่การลงทุนภาคเอกชนโดยรวมหดตัวตามการลงทุนในหมวดก่อสร้างที่หดตัวต่อเนื่องตามพื้นที่ได้รับอนุญาตก่อสร้าง และยอดจำหน่ายวัสดุก่อสร้างที่หดตัวตามยอดจำหน่ายเสาเข็มคอนกรีตเป็นสำคัญ สอดคล้องกับการชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงการลงทุนในเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่กลับมาหดตัวตามการนำเข้าสินค้าทุนและยอดจดทะเบียนรถยนต์ นอกจากนี้ การใช้จ่ายภาครัฐที่ไม่รวมเงินโอนกลับมาหดตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อนตามรายจ่ายประจำ ขณะที่รายจ่ายลงทุนยังขยายตัวได้จากการลงทุนของรัฐวิสาหกิจ

การส่งออกสินค้าในช่วง 8 เดือนแรกของปีหดตัวในทุกหมวดสินค้าโดยลดลงร้อยละ 2.2 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หากไม่รวมทองคำ มูลค่าการส่งออกของไทยหดตัวร้อยละ 5.3 เนื่องจากการหดตัวของอุปสงค์ในตลาดโลกที่ชะลอลงจากภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้า ประกอบกับผลของมาตรการกีดกันการค้าระหว่างสหรัฐฯและจีน วัฏจักรสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังชะลอลงต่อเนื่อง และราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่หดตัว รวมทั้งผลของฐานสูงในปีก่อนจากการเร่งส่งออกก่อนสหรัฐฯ จะปรับเพิ่มอัตราภาษีนำเข้าจากจีน  ทางด้านภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวโดยรวมยังขยายตัวได้ในระดับต่ำโดยเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.8 จากช่วงเดียวกันของปีก่อน จาก  1) ผลของฐานต่ำจากเหตุการณ์เรือล่มที่จังหวัดภูเก็ต 2) นักท่องเที่ยวกลุ่มที่ได้รับผลดีจากมาตรการยกเว้นค่าธรรมเนียม Visa on arrival และ 3) นักท่องเที่ยวจีนเปลี่ยนเส้นทางการท่องเที่ยวจากฮ่องกงมาไทยจากเหตุการณ์ประท้วงทางการเมือง

สำหรับการขยายตัวของเศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีมีทิศทางชะลอลงจากปัจจัยฉุดรั้งสำคัญ ได้แก่ 1) ความเสี่ยงจากนโยบายการค้าของสหรัฐฯ และประเทศอื่นๆ ที่อาจตอบโต้ทางการค้ากับสหรัฐฯ โดยเฉพาะจีน กระทบต่อภาคส่งออกของไทยทั้งการส่งออกสินค้าและบริการ และ 2) ปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงและเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงรายได้โดยรวมที่ชะลอลง โดยเฉพาะครัวเรือนนอกภาคเกษตรกรรมที่จะกดดันการบริโภคของครัวเรือน

ในส่วนของภาวะตลาดรถยนต์ในช่วง 8 เดือนแรกของปี มีทิศทางชะลอลง โดยยอดขายรถยนต์รวมสะสมอยู่ที่ 685,652 คัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 4.2 โดยการขยายตัวของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลและรถยนต์เพื่อการพาณิชย์อยู่ที่ร้อยละ 6.0 และ 3.1 ตามลำดับ สอดรับกับการขยายตัวของเศรษฐกิจที่ชะลอลง และสถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อรถยนต์มากขึ้น เนื่องจากคุณภาพสินเชื่อที่มีแนวโน้มด้อยลง

สำหรับตลาดทุน มูลค่าการซื้อขายหลักทรัพย์เฉลี่ยต่อวันในตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาด เอ็ม เอ ไอ สำหรับไตรมาส 3/2562 เท่ากับ 62,275 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 15.8 จาก 53,799 ล้านบาทในไตรมาส 2/2562  ด้านดัชนีตลาดหลักทรัพย์ฯ (SET index) ณ สิ้นไตรมาส 3/2562 ปิดที่ 1,637.22 จุด ลดลงร้อยละ 5.4 จาก 1,730.34  จุด ณ สิ้นไตรมาส 2/2562

[1] รวม SET และ mai ไม่รวมบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ของบริษัท (proprietary trading)

[2] รวมรายได้ค่านายหน้าจากการเป็นตัวแทนขายหน่วยลงทุนที่ได้รับจากบริษัทย่อย