นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงประเด็นที่นาย สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมตรี (ฝ่ายเศรษฐกิจ) ได้กล่าวแสดงความมั่นใจของนักลงทุนต่างประเทศเพิ่มขึ้น และแม้เห็นด้วยกับนายสมคิดว่าความมั่นใจเป็นเรื่องสําคัญ แต่อยากถามนายสมคิดว่า ความมั่นใจของนักลงทุนจากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นได้อย่างไร ในเมื่อ องค์กรสิทธิมนุษยชน ฮิวเมน ไรซ์ วอทซ์ ยังตําหนิ รัฐบาลไทยในการละเมิดสิทธิมนุษยชนในหลายด้าน แล้วรัฐบาลยังจะมาดําเนินคดีกับ กลุ่ม “MBK 39 Start Up People” ที่ออกมาเรียกร้องกําหนดการเลือกตั้งตามที่ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เคยประกาศไว้เอง และ กลุ่ม อาจารย์ “We Walk” ที่ออกมาเดินเพื่อเรียกร้องประโยชน์ให้ประชาชน ก็ยิงจะตอกยํ้าการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพิ่มขึน ทั้งๆ ทีมีรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว

นายพิชัย กล่าวต่อว่า อีกทั้งดัชนีเสรีภาพในการเลือกตั้งทั่วโลก ปี 2018 จัด ประเทศไทยอยู่อันดับรั้งท้าย 3 อันดับ จาก 198 ประเทศ ซึ่งตํ่ากว่าเกาหลีเหนือและจีนเสียอีก และ สื่อใหญ่สหรัฐอเมริกา เดอะ อิโคโนมิสต์ จัดไทยเป็นประเทศปนเผด็จการ และไทยยังจะทําท่าไม่ยอมรับอันดับ ที่องค์กรความโปร่งใสสากลที่จัดอันดับไทยหล่นมาอยู่ที่ 101 และน่าจะลดลงอีกในปีนี้ ซึ่งนายสมคิดน่าจะ ทราบดีว่า ปัจจัยเหล่านี้มีความสําคัญต่อความมั่นใจของนักลงทุน และความมั่นใจจะยิงทรุดลงตามความ นิยมของรัฐบาลทีกําลังตกตํ่าแบบดิ่งเหว นอกจากนี้ จากทุกโพลสํารวจการที่ พลเอกประยุทธ์ ออกมา ถามประชาชนจะอยู่แบบนี้หรือจะอยู่แบบเก่า ก็อยากให้ประชาชนเลือกว่าปัจจุบันมีความสุขมากกว่าในอดีต หรือไม่ ทํามาหากินลําบากกว่าเดิมขนาดไหน เพราะลําบากกันมากใช่หรือไม่ถึงอยากให้มีการเลือกตัง

“และหลังการเลือกตั้งก็คงไม่มีทางที่จะแย่ไปกว่าที่เป็นอยู่นี้แล้วใช่หรือไม่ และอยากให้ พล.อ.ประยุทธ์ได้ ถามประชาชนเพิ่มเติมว่าปัญหา “เวลา” ของรัฐบาล จากเวลาจากนาฬิกาหรู และเวลาของการเลือกตั่งที่ถูก เลื่อนแล้วเลื่อนอีกจนเชือถือไม่ได้แล้ว อีกทั้งเวลาจวนตัวถึงจะมาคิดช่วยคนจน จะทําให้ประชาชนหมด ความอดทนที่จะให้เวลากับรัฐบาลนี้แล้วใช่หรือไม่ โดยคงจะอยากทวงเวลาความสุขคืนตามสัญญาที่รัฐบาล และ คสช. ขอยืมไปเกินเวลาแล้ว ก่อนที่จะตายกันหมดแล้วยังไม่ได้ความสุขคืน” นายพิชัย กล่าว