เมื่อวันที่ 31 พ.ค.2561 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ชาติ)พล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ หรือ ศปอส.ตร./นายพีระพัฒน์ อิงพงษ์พันธ์ โฆษกสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน หรือ ปปง.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันแถลงมาตรการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน คดีแก๊งค์โรแมนซ์สแกรม ครั้งที่ 14 โดย สามารถติดตามอายัดเงินให้ผู้เสียหาย จำนวน 2 ราย ในพื้นที่ สน.ท่าข้ามและสภ.สุวรรณภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด รวมเป็นเงินกว่า 1.8 แสนบาท รวมที่ผ่านมาสามารถอายัดเงินของผู้เสียหายไว้ได้ทั้งหมด 25 ราย รวมเป็นเงินกว่า 4.7 ล้านบาท

สำหรับสถิติการรับเรืองคดี โรแมนซ์สแกรมตั้งแต่วันที่วันที่ 21 มิ.ย.61ถึง 31 พ.ค.62มีผู้เสียหายหลงเชื่อและโอนเงินแล้ว 332 ราย รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 193 ล้านบาท

โฆษกประจำสำนักงาน ปปง.กล่าวว่า สำนักงาน ปปง.ได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ บูรณาการทำงานร่วมกันอย่างเข้มข้น สามารถจับกุมผู้กระทำผิดทั้งในและต่างประเทศจำนวนหลายกลุ่มอย่างต่อเนื่อง แต่มิจฉาชีพก็ยังพยายามหลบหนี หลบเลี่ยงการติดตามของเจ้าหน้าที่ โดยใช้รูปแบบการหลอกลวงที่มีความซับซ้อนยิ่งขึ้น จึงเตือนไปยังประชาชนให้ระมัดระวังการถูกหลอกลวงและอย่าหลงเชื่อ เนื่องจากปัจจุปันคนร้ายได้ใช้รูปแบบต่างๆโดยโชเชียลมิเดียในการหลอกลวง หากมีเบาะแสขอให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือสายด่วน ปปง.1710 ทัน

ในเวลาต่อมา พล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ แถลงติดตามจับกุมหญิงสาวรายหนึ่งที่ปลอมเฟสบุ๊คใช้ชื่อ ภคมน เกษมสันต์ ทำการส่งข้อความ คุกคามก่อกวนดารานักแสดงชายชื่อดัง อักษรย่อ ป. เจ้าหน้าที่ศูนย์ฯจึงได้ตรวจสอบ พบว่า ข้อความมีลักษณะตามกล่าวอ้างจริง จึงให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องสืบสวนหาตัวผู้กระทำผิด และออกหมายเรียกให้มารับทราบข้อกล่าวหาที่สน.ลุมพินี ฐาน กระทำด้วยประการใดๆต่อผู้อื่นอันเป็นการรังแก ข่มเหง คุกคามหรือกระทำให้ได้รับความอับอายหรือเดือดร้อนรำคาญเบื้องต้นผู้ต้องหารับสารภาพทุกข้อกล่าวหา

ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ทางศูนย์ฯมีเทคโนโลยีติดตามจับกุมไม่ใช่เฉพาะกรณีที่เกิดขึ้นกับนักแสดงชายรายนี้ แต่หากที่ผ่านมาผู้ใดถูกกระทำลักษณะนี้สามารถเข้ามาแจ้งความ เจ้าหน้าที่จะติดตามจับกุมมาดำเนินคดี

ในขณะเวลาเดียวกันพล.ต.ท.ปิยะ อุทาโย ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สํานักงานตํารวจแห่งชาติ หรือ ศปอส.ตร.ร่วมกับกรมทรัพย์สินทางปัญญาและผู้แทนบริษัทแอปเปิ้ลอิ้งและบริษัมซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ ที่รับแจ้งว่าร้านค้าบนถนนเสือป่ามีการลักลอบจำหน่ายสินค้าปลอมจำนวนมาก กระทั่งเมื่อวันที่29พฤษภาคม จึงได้ระดมเจ้าหน้าที่ลงไปตรวจสอบร้านค้า2แห่ง จับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องได้3ราย พร้อมของกลางเป็นอุปกรณ์และมือถือที่มีการติดสติกเกอร์ฉลากสินค้าปลอมเครื่องหมายการค้า ยี่ห้อแอปเปิ้ล ซัมซุง และออปโป้ รวมกว่า18,000ชิ้น มูลค่ากว่า5,000,000บาท เบื้องต้นนำตัวผู้ต้องหาส่ง สน.พลับพลาไชย1 และแจ้งข้อหา จำหน่ายซึ่งสินค้าที่มีเครื่องหมายการค้าปลอมและเลียนเครื่องหมายการค้าของผู้อื่นที่จดทะเบียนไว้แล้ว

ในขณะเดียวกันพล.ต.อ.รุ่งโรจน์ แสงคร้าม รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ หรือ ศปอส.ตร.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงผลการจับกุม นางพามี กลิ่นสี และ น.ส.พบพร พิภพโยพิณกุล ผู้ต้องหาเปิดบริษัทขายผลิตภัณฑ์อาหารเสริม ชื่อบริษัท พามีพารวย จำกัด โดยมี นางพามีฯ เป็นกรรมการผู้มีอำนาจ และน.ส.พบพรฯ ทำหน้าที่ผู้จัดการบริษัทฯชักชวนผู้เสียหายกว่า 2,000 นาย ให้ลงทุนขายอาหารเสริม มีมูลค่าความเสียหายกว่า 100 ล้านบาท โดยเบื้องต้นได้หลอกลวงผู้เสียหายลงทุนของบริษัท มิโอะ ไทยแลนด์ จำกัด การันตีผลตอบแทนร้อยละ 47 ต่อระยะเวลา 35 วันและหากมีการชักชวนผู้อื่นให้มาร่วมลงทุนด้วยจะได้ผลตอบแทนร้อยละ 3 ซึ่งสมาชิกจะที่สั่งซื้อสินค้าต้องเข้าไปดูรายการสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่นไลน์(Line) โดยในการสั่งซื้อสินค้าแต่ละครั้ง จะมีการทำสัญญากู้ยืมเงินเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนสั่งซื้อสินค้า โดยกลุ่มผู้ต้องหาได้จัดโปรโมชั่นเพื่อจูงใจ โดยมีเงื่อนไขว่าถ้ายอดซื้อสินค้าแต่ละทีมมียอดสั่งซื้อ 8 ล้านบาท จะดาวน์รถเบนซ์ให้ร้อยละ 25 ของราคารถ และถ้าแต่ละเดือนถ้ามียอดสั่งซื้อ 1.2ล้านบาท จะส่งค่างวดรถให้ภายในเดือนนั้นๆ หรือถ้าเดือนไหนมียอดสั่งซื้อถึง 29 ล้านบาท จะซื้อรถเบนซ์โดยเงินสดให้ ซึ่งช่วงแรกผู้เสียหายได้รับผลตอบแทนจริงแต่หลังจากนั้นกลุ่มมิจฉาชีพขอเลื่อนจ่ายผลตอบแทนออกไปอีกเรื่อยๆ

ต่อมาช่วงเดือนพฤศจิกายน 2561 กลุ่มผู้ต้องหาได้ชักชวนให้ลงทุนกับสกุลเงินดิจิตอล กาแล็คซี่คอยน์ โดยมีรูปแบบการลงทุน คือ ลงทุน 1ล้านบาท รับกำไรร้อยละ 30 ของยอดกำไรต่อวัน , ลงทุน 5แสนบาท รับกำไรร้อยละ 20 ของยอดกำไรต่อวัน มีระยะเวลารับผลตอบแทนภายใน 120-180 วัน ซึ่งยังไม่มีผู้เสียหายได้รับผลตอบแทน กระทั่งจับกุมผู้ต้องหาทั้งสองรายได้ และแจ้งข้อหา ร่วมกันฉ้อโกงและร่วมกันกู้ยืมเงินอันเป็นการฉ้อโกงประชาชน