ประชาชนที่ติดตามข่าวสารเกี่ยวกับความขัดแย้งเปรียบเสมือนมหากาพย์ในคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(บอร์ดกสทช.) อาจสงสัยว่าเวลาทอดยาวมาเกือบ 4 ปี ทำไมถึงไม่ประนีประนอมกัน

เพื่อไขข้อสงสัยสามารถรื้อค้นข่าวช่วงสรรหาคณะกรรมการฯที่สื่อหลายสำนักวิเคราะห์ว่าแต่ละคนมีที่มาไม่ธรรมดา ช่วงนั้นมีบิ๊กเนมหลายคน อาทิ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล พ่อนายอนุทิน ชาญวีระกูล นายกรัฐมนตรี และนายสารัชถ์ รัตนาวดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของบริษัท กัลฟ์ ดีเวลวอปเมนท์ จำกัด(มหาชน) รวมถึงตำแหน่งประธานกรรมการบริษัท ไทยคม จำกัด เป็นต้น ถูกสื่อนำเสนอเชิงวิเคราะห์ แต่จะเกี่ยวข้องหรือสนับสนุนผู้สมัครบอร์ดแต่ละคนหรือไม่ ? สื่อไม่ได้เจาะจงหรือฟันธงว่าเกี่ยวข้องกัน เพียงแค่วิเคราะห์เชิงคอนเนคชันมากกว่า
จากรายชื่อบิ๊กเนมที่สื่อนำมาวิเคราะห์ แม้จะไม่เกี่ยวโยงถึงกรรมการแต่ละคนโดยตรง พออนุมานได้ว่ากรรมการแต่ละคนย่อมมีดีมากพอจึงไม่ยอมให้กันได้
แต่กรณีที่ กสทช.พิจารณาควบรวมทรูกับดีแทค แล้วมีความเห็นที่แตกต่างจนสร้างภาพลบทางสังคมให้กับนพ.สรณบุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช.นั้น หากคัดค้านไม่ให้ควบรวมโดยไม่มีวาระซ่อน ย่อมผลดีกับส่วนรวม
แต่บังเอิญว่ามีข้อมูลอยู่ชุดหนึ่งที่บุคลากรใน กสทช.ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า การต่อต้านควบรวมไม่ได้ใช้ข้อมูลทางวิชาการอย่างเดียว แต่เบื้องหลังกลับมีสงครามทุนข้ามชาติและทุนพลังงาน เข้ามามีบทบาท ซึ่งแนวธุรกิจทั่วโลก การควบรวมเกิดขึ้นเพราะการลงทุนที่มีมูลค่าสูงและกำไรน้อยลงเรื่อยๆของดีเทค ประกอบกับทรูมีผลประกอบติดลบมาหลายปี เพื่อความอยู่รอดทั้งสองบริษัทนำเสนอการควบรวมกับ กสทช.
ขณะที่เอไอเอส มีการเปลี่ยนเจ้าของและอำนาจบริหารมาอยู่ในมือนักธุรกิจใหญ่ เมื่อเมษายน 2564 มีแนวคิดเลียนแบบธุรกิจพลังงานที่สร้างอาณาจักรได้กว้างใหญ่ ประกอบเอไอเอส มีส่วนแบ่งตลาดสูงกว่า 52 % จึงมีการเคลื่อนไหวไม่ให้ควบรวมเพื่อรักษาส่วนแบ่งของตลาดเอาไว้ พร้อมยืมมือผู้มีอำนาจในรัฐบาลสมัยนั้นบีบให้ดีเทคและทรู ออกจากตลาด
แต่ผลดำเนินการไม่สำเร็จเพราะทรูและดีเทค ควบรวมกันได้ กลายเป็นผู้เล่นรายใหญ่ที่ต่อกรกับเอไอเอสได้อย่างสบาย สร้างความไม่พอใจให้กับนักธุรกิจใหญ่ จนเกิดขบวนการเคลื่อนไหวทั้งนอกสภาฯและในบอร์ด กสทช. พร้อมเดินเกมให้การทำงานของนพ.สรณ ไม่ราบรื่น มีส.ส. บอร์ดบางคน และสื่อที่ได้รับการเอื้อเฟื้อจาก กสทช.ปีละ 5 ล้าน รับลูกเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ
แม้ประเด็นควบรวมทรูกับดีเทค สำเร็จ แต่ได้ทิ้งความขัดแย้งให้ทวีความรุแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อย่างกรณีสนับสนุนงบประมาณการถ่ายทอดสดฟุตบอลโลก ถึงขั้นนำสู่การฟ้องร้องดำเนินคดีทางกฎหมาย
ทั้งนี้สืบเนื่อง กสทช.สนับสนุนถ่ายทอดฟุตบอลจากกฎ Must Have Must Carry ทำให้ไม่มีใครซื้อลิขสิทธิ์ กสทช.มีมติสนับสนุนงบประมาณครึ่งหนึ่ง ให้การกีฬาแห่งประเทศไทย(กกท.) ไปดำเนินการ ทาง กกท.ให้สิทธิ์ถ่ายทอดสดผ่าน IPTV แก่ Trueid แต่เพียงผู้เดียว ด้วยมติ 4:2
โดย กกท.ไปหางบฯจากบริษัทเอกชนและมีเงื่อนไขให้สิทธิ์ถ่ายทอดผ่าน Internet TV แก่Trueid แต่เพียงผู้เดียว ให้สิทธิในทีวีภาคพื้นดิน กระจายให้ทุกเจ้า ส่งผลให้Aisplay ที่ไม่ได้ลิขสิทธิ์บอลโลก ออกมาเรียกร้องสิทธิ์ตามกฎ Must Have Must Carry ทั้งที่ศาลลิขสิทธิ์เคยมีคำพิพากษาว่าพ.ร.บ.ลิขสิทธิ์มีศักดิ์เหนือกว่ากฎของ กสทช.
ส่งผลให้เกิดความขัดแย้งขึ้นอีกคำรบ เมื่อที่ประชุมอนุกรรมการฯประธานสั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักประกอบการทีวี ออกคำสั่งให้ Trueid จอดำ พร้อมแจ้งให้ทีวีภาคพื้นดินทุกช่องยุติการถ่ายทอด ทำให้กระทบต่อความสามารถในการหารายได้ของสถานีโทรทัศน์ ทั่วประเทศ
ทางTrueid มองว่าคำสั่งไม่เป็นธรรม จึงยื่นฟ้องผู้อำนวยการสำนักประกอบการทีวีต่อศาลอาญาคดีทุจริตประพฤติมิชอบกลาง ศาลไต่สวนพบว่าคำสั่งดังกล่าวไม่มีมติบอร์ดฯรองรับและเป็นการจงใจกลั่นแกล้ง ศาลจึงพิพากษาจำคุกเจ้าหน้าที่โดยไม่รอลงอาญา ระหว่างศาลพิจารณามีการพยายามออกระเบียบบางอย่างเพื่อช่วยเหลือกัน
จากเหตุดังกล่าวมีความพยายามที่จะเอาผิดรักษาการเลขาฯ กสทช.ที่ถูกมองว่าใกล้ชิดกับประธานฯ ทั้งตั้งคณะกรรมการสอบสวนฯพร้อมลงมติปลด แต่ไม่สามารถดำเนินการได้เพราะเป็นอำนาจของประธานฯ ทางรักษาการเลขาฯใช้สิทธิ์ฟ้องร้องตามกฎหมาย จนนำไปสู่การฟ้องร้องกันไปมา
จากข้อมูลที่นำเสนอหากอ่านแบบวิเคราะห์จะพบว่าแต่ละจังหวะก้าวของการทำงานในกสทช.ล้วนแต่วาระซ่อนเร้นเกี่ยวกับผลประโยชน์ของกลุ่มทุนที่ใกล้ชิดกับบอร์ดและเจ้าหน้าที่แต่ละคน
ดังนั้นจึงไม่เรื่องแปลกเมื่อนายทุนไม่ได้ดังหวัง นพ.สรณ ในฐานะประธานกสทช.จึงถูกขัดแข้งขัดขาตลอดจนเกิดเป็นมหากาพย์แห่งความขัดแย้ง !!!
โปรดติดตามอีกชุดความจริงเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวที่ทำงานประสานกันแบบเครือข่ายโดยมีผลปะโยชน์ต่างตอบแทน


