กรุงเทพฯ, 5 พ.ย.69 – นายธนพร ศรียากูล นักวิชาการอิสระด้านรัฐศาสตร์ กล่าวถึงกรณีนายโสภณ ซารัม ประธานสภาผู้แทนราษฎร กำหนดแนวปฏิบัติในการทำงานของคณะกรรมาธิการ ภายหลังเกิดข้อทักท้วงเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของคณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน ซึ่งมีนายรังสิมันต์ โรม เป็นประธาน ว่า เป็นการสร้างมาตรฐานการทำงานของสภา ไม่ใช่การปิดปากฝ่ายค้านตามที่มีการกล่าวอ้าง
นายธนพร กล่าวว่า คณะกรรมาธิการเป็นกลไกสำคัญในการตรวจสอบฝ่ายบริหาร แต่การดำเนินงานต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และข้อบังคับการประชุมสภา การเป็นประธานกรรมาธิการไม่ได้หมายความว่าจะมีอำนาจเบ็ดเสร็จ สามารถเรียกประชุม บรรจุระเบียบวาระ หรือเชิญบุคคลมาให้ข้อมูลได้ตามความต้องการโดยไม่คำนึงถึงมติของคณะกรรมาธิการ

ส่วนกรณีนายศุภชัย ใจสมุทร ซึ่งเป็นกรรมาธิการในคณะเดียวกับนายรังสิมันต์ ยื่นข้อทักท้วงต่อประธานสภานั้น นายธนพร กล่าวว่า เป็นการใช้สิทธิในฐานะกรรมาธิการ โดยประเด็นสำคัญไม่ใช่การคัดค้านการตรวจสอบ แต่เป็นเรื่องกระบวนการทำงานว่าถูกต้องตามข้อบังคับหรือไม่ ทั้งนี้การกำหนดให้กรรมาธิการทำงานตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ ไม่ตรวจสอบซ้ำซ้อนกับคณะอื่น และใช้มติที่ประชุมในการดำเนินงานสำคัญ เป็นแนวทางที่เหมาะสม เพราะหากกรรมาธิการหลายคณะเรียกหน่วยงานเดียวกันมาชี้แจงเรื่องเดียวกัน อาจสร้างภาระให้เจ้าหน้าที่รัฐและประชาชนผู้ร้องเรียนโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ แนวปฏิบัติดังกล่าวไม่ได้ใช้เฉพาะกรรมาธิการของพรรคประชาชน แต่ครอบคลุมกรรมาธิการทุกคณะ ทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชน พรรคกล้าธรรม หรือพรรคการเมืองอื่น ต่างต้องปฏิบัติตามกติกาเดียวกัน ดังนั้น หากจะกล่าวว่าเป็นการปิดปากฝ่ายค้าน ก็ต้องอธิบายให้ได้ว่าเหตุใดกติกาที่ใช้กับทุกพรรคจึงเป็นการจำกัดสิทธิของพรรคใดพรรคหนึ่งโดยเฉพาะ
นายธนพร กล่าวว่า หากฝ่ายค้านเห็นว่าข้อบังคับการประชุมสภาเป็นอุปสรรคต่อการตรวจสอบ สามารถเสนอแก้ไขข้อบังคับผ่านกระบวนการของสภาได้ เพราะข้อบังคับเป็นกติกาที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรร่วมกันกำหนด และสามารถแก้ไขได้ตามกระบวนการประชาธิปไตย “ถ้าไม่เห็นด้วยกับกติกา ก็ต้องไปแก้ไขกติกา” การตรวจสอบรัฐบาลเป็นหน้าที่สำคัญของฝ่ายค้าน แต่การตรวจสอบต้องดำเนินการภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกันทุกฝ่าย

