รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร แถลงข่าวชี้แจงแนวทางการดำเนินงานของคณะ กมธ.สามัญของสภาผู้แทนราษฎร ทุกอย่างเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ และระเบียบกำหนดไว้ ไม่ได้เป็นการลิดรอดหรือจำกัดอำนาจของประธานคณะ กมธ.หรือ กมธ. แต่อย่างใด
วันพุธที่ 4 พฤศจิกายน 2569 เวลา 09.30 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายศิโรจน์ แพทย์พันธุ์ เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร มอบหมายให้ น.ส.ปรียาภรณ์ แก้วโยน รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร พร้อมด้วยคณะผู้บริหารสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร แถลงข่าวชี้แจงแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร

น.ส.ปรียาภรณ์ แก้วโยน รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ตามที่ได้มี สส. ร้องเรียนเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของคณะกรรมาธิการสามัญประจำสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งประธานสภาผู้แทนราษฎรได้นำเรื่องดังกล่าวหารือร่วมกันในการประชุมประธานสภาผู้แทนราษฎรและประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันพุธที่ 21 ตุลาคม 2569 โดยที่ประชุมมอบหมายให้ฝ่ายกฎหมายของสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรจัดทำแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญฯ เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการสามัญทั้ง 35 คณะ เป็นมาตรฐานเดียวกัน สอดคล้องกับบัญญัติของรัฐธรรมนูญและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งสำนักงานฯ โดยสำนักกรรมาธิการทั้ง 3 สำนัก ได้แก่ สำนักกรรมาธิการ 1 สำนักกรรมาธิการ 2 และสำนักกรรมาธิการ 3 ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการทุกคณะได้เสนอแนวทางการดำเนินงาน โดยประธานสภาผู้แทนราษฎรมีดำริเห็นชอบแนวทางดังกล่าว ดังที่ปรากฎเป็นข่าว และเกิดข้อคิดเห็นในสังคม นั้น สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร ขอเรียนว่า เนื่องจากรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎรมิได้กำหนดเกี่ยวกับการประชุมของคณะกรรมาธิการบางเรื่องไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องนำข้อบังคับการประชุมสภาฯ มาใช้บังคับกับการประชุมคณะกรรมาธิการโดยอนุโลม แต่ที่ผ่านมาในทางปฏิบัติไม่มีผู้โต้แย้งเกี่ยวกับการดำเนินการของคณะกรรมาธิการ ส่งผลให้ไม่มีการกำหนดแนวทางการดำเนินงานไว้อย่างชัดเจน จนอาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนและทำให้การดำเนินงานของฝ่ายเลขานุการคณะกรรมาธิการมีความแตกต่างกัน แต่เมื่อมีการโต้แย้งขึ้น สำนักงานฯ จึงได้จัดทำแนวทางการดำเนินงานดังกล่าวเสนอต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อให้การปฏิบัติงานของฝ่ายเลขานุการเป็นไปในแนวทางเดียวกัน
โดยสำนักงานเลขาธิการฯ ขอชี้แจงเพื่อให้เกิดความเข้าใจต่อสาธารณชน ดังนี้ 1. แนวทางการดำเนินงานดังกล่าวมิได้เป็นการจำกัดอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการ เป็นเพียงการอธิบายบทบัญญัติของกฎหมายให้เกิดความชัดเจนในทางปฏิบัติ ลดข้อโต้แย้งระหว่างกรรมาธิการด้วยกัน เพื่อให้การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะเป็นไปด้วยความเรียบร้อย
2. การนัดประชุมคณะกรรมาธิการที่ผ่านมา เป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการ โดยในการประชุมคณะกรรมาธิการครั้งแรก ที่ประชุมจะกำหนดว่าจะนัดประชุมคณะกรรมาธิการในวันใดของแต่ละสัปดาห์ ทั้งนี้ ประธานคณะกรรมาธิการอาจกำหนดนัดประชุมคณะกรรมาธิการเป็นพิเศษได้หากมีเหตุจำเป็น เช่น กรณีคณะกรรมาธิการได้งดประชุมไประยะหนึ่ง ประธานคณะกรรมาธิการก็มีอำนาจนัดประชุมได้

ด้าน นายอัครเดช คนซื่อ ผู้อำนวยการสำนักกรรมาธิการ 1 กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นการบรรจุระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการ ว่า เนื่องจากข้อบังคับการประชุมไม่ได้กำหนดระเบียบวาระการประชุมของคณะกรรมาธิการไว้เป็นการเฉพาะ ในทางปฏิบัติคณะกรรมาธิการได้กำหนดวาระการพิจารณาออกเป็น 4 วาระ คือ 1. ระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม 2. ระเบียบวาระที่ 2 รับรองบันทึกการประชุม 3. ระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา 4. ระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ ทั้งนี้ ในการพิจารณาศึกษาหรือดำเนินการต่าง ๆ ของคณะกรรมาธิการ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 คณะกรรมาธิการอาจเรียกบุคคลมาให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการ จะถูกบรรจุในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณา ดังนั้น การดำเนินการต่าง ๆ ในวาระนี้ จึงต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากการเชิญหรือเรียกบุคคลตามรัฐธรรมนูญและข้อบังคับการประชุมฯ กำหนดให้เป็นอำนาจของคณะกรรมาธิการ มิได้เป็นอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการโดยลำพัง
สำหรับอำนาจบรรจุระเบียบวาระของประธานคณะกรรมาธิการนั้น จะต้องมีกฎหมายกำหนดให้อำนาจไว้ เช่น รายงานการศึกษาของคณะอนุกรรมาธิการเมื่อพิจารณาเสร็จแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมฯ ข้อ 96 กำหนดให้ต้องรายงานต่อคณะกรรมาธิการ ประธานคณะกรรมาธิการจึงมีอำนาจบรรจุเรื่องดังกล่าวในระเบียบวาระที่ 3 เรื่องพิจารณาได้ เป็นต้น สำหรับเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ได้กำหนดไว้ ประธานคณะกรรมาธิการมีอำนาจบรรจุระเบียบวาระการประชุมในระเบียบวาระที่ 1 เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม และระเบียบวาระที่ 4 เรื่องอื่น ๆ ซึ่งต้องเป็นเรื่องที่อยู่ในกรอบหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมาธิการ เพื่อให้คณะกรรมาธิการมีมติร่วมกันว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป ประธานคณะกรรมาธิการไม่อาจเรียกหรือเชิญบุคคลหรือผู้แทนหน่วยงานใดเข้าให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการในระเบียบวาระนี้ได้
ส่วนการเรียกบุคคลหรือเอกสารของคณะกรรมาธิการ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้อำนาจเรียกบุคคลหรือเอกสารเป็นของคณะกรรมาธิการ การใช้อำนาจดังกล่าวจึงต้องเป็นไปตามมติของคณะกรรมาธิการเท่านั้น ประกอบกับศาลรัฐธรรมนูญได้เคยมีคำวินิจฉัยที่ 17/2563 ว่า อำนาจเรียกเป็นการเชิญหรือการขอความร่วมมือ ดังนั้น ไม่ว่าจะใช้ถ้อยคำในหนังสืออย่างไร ก็เป็นการใช้อำนาจเรียกตามมาตรา 129 ทั้งสิ้น ประธานคณะกรรมาธิการจึงไม่อาจกระทำได้เพียงลำพัง สำหรับการพิจารณาเรื่องเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการ รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดห้ามมิให้คณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาในเรื่องที่ซ้ำซ้อนกัน แต่อาจพิจารณาศึกษาในเรื่องที่เกี่ยวข้องกันได้ ตามระเบียบที่ประธานสภาผู้แทนราษฎรกำหนด ดังนั้น ในกรณีที่คณะกรรมาธิการมากกว่าหนึ่งคณะพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวข้องกัน ต้องดำเนินการตามระเบียบสภาผู้แทนราษฎรว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการกระทำกิจการพิจารณาสอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดที่มีความเกี่ยวข้องกันของคณะกรรมาธิการหลายคณะ พ.ศ. 2562 ซึ่งมีหลักการให้เกิดการพูดคุยระหว่างประธานสภาผู้แทนราษฎรกับประธานคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้อง เพื่อหาทางออกที่เกิดประสิทธิภาพในการตรวจสอบฝ่ายบริหารควบคู่ไปกับประสิทธิภาพในการบริหารราชการแผ่นดิน เพื่อให้เจ้าหน้าที่ไม่ต้องเข้ามาชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการหลายคณะภายในสัปดาห์เดียวกัน ระเบียบมิได้มีเจตนารมณ์เพื่อก่อให้เกิดความยุ่งยากหรือความล่าช้าในการทำงานของคณะกรรมาธิการแต่อย่างใด เป็นเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนที่กฎหมายและระเบียบกำหนดไว้

นายนาถะ ดวงวิชัย ผู้อำนวยการสำนักกรรมาธิการ 2 กล่าวเพิ่มเติมในประเด็นที่ยังไม่ชัดเจนและเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน 4 ประเด็น ได้แก่
1. เรื่องที่เกี่ยวข้องของคณะกรรมาธิการสองคณะ โดยแนวทางที่ออกมานั้นไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะปรากฏอยู่ในระเบียบที่ออกมาตั้งแต่ปี 2562 เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่มีการโต้แย้งการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม แนวทางที่กำหนดมานี้เป็นไปตามระเบียบทั้งหมด จึงไม่มีคำว่า “กติกาใหม่หรือกติกาเก่า” เพราะมีเพียง “กติกาเดียว” ตั้งแต่ปี 2562
2.เรื่องกรณีการนัดประชุมเป็นกรณีพิเศษของประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นการลิดรอนอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการหรือกรรมาธิการหรือไม่นั้น ชี้แจงว่า ไม่ได้เป็นการลิดรอนเพราะแนวทางการปฏิบัติยังคงระบุว่า ประธานสภาผู้แทนราษฎรสามารถนัดประชุมเป็นกรณีพิเศษได้ เพียงแต่ขอให้มีการตรวจสอบองค์ประชุมหรือสอบถามกรรมาธิการผู้ที่จะเข้าร่วมประชุมเพื่อให้องค์ประชุมครบ ซึ่งแนวทางนี้เป็นสิ่งที่ควรกระทำ เช่นเดียวกับกรณีประธานสภาผู้แทนราษฎรจะสั่งนัดประชุมวิปสองฝ่าย ก็ต้องมีการสอบถามวิปฝ่ายค้าน วิปรัฐบาล และสมาชิกฯ ว่ามีความพร้อมหรือไม่ จึงจะนัดประชุม โดยทั้งสองกรณีนี้เป็นไปในลักษณะเดียวกัน
3. เรื่องการบรรจุระเบียบวาระการประชุม ตามข้อบังคับให้อนุโลมตามการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ประธานสภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการบรรจุระเบียบวาระตามข้อบังคับ คือ เรื่องแจ้ง และเรื่องอื่น ๆ เมื่อนำมาปรับใช้กับการประชุมคณะกรรมาธิการ ซึ่งมีเพียง 3 วาระ เรื่องที่ประธานสั่งบรรจุได้ทันทีคือ เรื่องแจ้งต่อที่ประชุมและเรื่องอื่น ๆ ในส่วนของวาระการพิจารณานั้น ตามกระบวนการคือ เมื่อประธานหรือกรรมาธิการต้องการให้บรรจุในวาระการประชุม จะต้องนำเข้าไปอยู่ในระเบียบวาระอื่น ๆ เพื่อให้กรรมาธิการพิจารณาว่าจะรับเรื่องดังกล่าวไว้พิจารณาหรือไม่ โดยไม่จำเป็นจะต้องพิจารณาทุกเรื่องที่มีการเสนอ อาจส่งไปให้คณะกรรมาธิการอื่น หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณา หากที่ประชุมเห็นควรให้รับไว้พิจารณาก็จะมีมติ และจะหารือว่าควรเชิญหน่วยงานใดเข้ามาชี้แจง ซึ่งจะปรากฏในระเบียบวาระการประชุมสัปดาห์ถัดไป
4. เรื่องการเรียกเอกสารและบุคคล ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 กำหนดให้อำนาจในการเรียกเป็นของคณะกรรมาธิการ ไม่มีถ้อยคำใดกำหนดว่าเป็นอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการ และข้อบังคับยังให้อำนาจประธานกรรมาธิการลงนามจริง แต่อำนาจหลักมาจากรัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ทั้งสิ้น ซึ่งคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ระบุไว้ว่า อำนาจเรียกหรือการเรียกตามมาตรา 129 นั้น คือการเชิญ หรือการขอความร่วมมือบุคคลให้ส่งเอกสาร หรือมาแถลงข้อเท็จจริงต่อคณะกรรมาธิการ ดังนั้น แนวทางดังกล่าวนี้จึงไม่มีส่วนใดที่เป็นแนวทางใหม่ ทุกอย่างยังอยู่ภายใต้แนวทางเดิม รวมทั้งเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ และระเบียบที่กำหนดไว้
อีกทั้งเรื่องความเกี่ยวข้องระหว่างคณะกรรมาธิการสองคณะขึ้นไปนั้น รัฐธรรมนูญ มาตรา 129 ระบุไว้ว่า การดำเนินงานของคณะกรรมาธิการต้องพิจารณาว่า เป็นเรื่องที่อยู่ในอำนาจสภาฯ หรือไม่ เป็นอำนาจที่กำหนดให้คณะกรรมาธิการนั้น ๆ ต้องดำเนินการหรือไม่ และหากมีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกรรมาธิการหลายคณะ ให้อำนาจประธานสภาผู้แทนราษฎรและคณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องหารือร่วมกัน ซึ่งข้อบังคับได้เขียนรองรับว่า หากเกิดกรณีนี้ ให้ออกระเบียบเกี่ยวกับกรณีที่มีเรื่องเกี่ยวข้อง นั่นคือระเบียบสภาผู้แทนราษฎร ปี 2562 ดังนั้น จึงไม่มีส่วนใดที่เป็นการลิดรอดหรือจำกัดอำนาจของประธานคณะกรรมาธิการหรือคณะกรรมาธิการ ทั้งหมดเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญ ข้อบังคับ และระเบียบกำหนด เพียงแต่อาจมีการละเลยหรือเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนไปบ้าง วันนี้เมื่อเกิดการโต้แย้งจึงต้องกลับเข้ามาสู่กฎหมายและระเบียบที่กำหนดไว้ ให้เกิดความถูกต้องและมีความชัดเจน

