กรุงเทพฯ, 4 พ.ย.69 – ปัจจุบันผู้ออม/ลงทุนในผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ของกรมสรรพากรจะได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีหากปฏิบัติตามเงื่อนไข อย่างไรก็ดี ผลิตภัณฑ์ทางการเงินแต่ละประเภทมีวงเงินและเงื่อนไขแตกต่างกัน รัฐบาลจึงเสนอจัดตั้งบัญชีการออมและการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA เพื่อจัดระบบสิทธิประโยชน์และรวบรวมข้อมูลการลงทุนจากผู้ให้บริการหลายแห่งไว้ภายใต้บัญชีเดียว โดยตั้งเป้าเริ่มใช้กับการลงทุนตั้งแต่ปี 2570 เป็นต้นไป
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ว่า บทเรียนจากโครงการส่งเสริมการออมและลงทุนของญี่ปุ่น (NISA) ซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกันสะท้อนว่า วงเงินสิทธิประโยชน์เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งที่ครัวเรือนใช้ประกอบการตัดสินใจ โดยเงื่อนไขและทางเลือกในการออมที่สอดคล้องกับเป้าหมายทางการเงินที่หลากหลายก็มีความสำคัญเช่นกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า TISA จะช่วยให้ระบบสิทธิประโยชน์ด้านการออมและการลงทุนเข้าใจง่ายขึ้น ขณะที่ความสำเร็จในระยะยาวจะขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ยืดหยุ่น ทางเลือกผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ และสภาพแวดล้อมการลงทุนที่เอื้อต่อการออม

