ตำรวจสอบสวนกลางผนึก ปปง. และ ก.ล.ต. เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ใช้ธนาคารและกองทุนต่างประเทศเป็นช่องทางฟอกเงิน ก่อนนำกลับมาลงทุนถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทย ออกหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย แจ้งข้อกล่าวหาอีก 1 ราย พร้อมตรวจยึดหลักฐานสำคัญ ขณะที่ก่อนหน้านี้ยึดอายัดหุ้นไทยกว่า 14,808 ล้านบาท และทรัพย์สินอื่นรวมมูลค่ากว่า 21,000 ล้านบาท
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สนธิกำลังตำรวจสอบสวนกลาง สำนักงาน ปปง. และสำนักงาน ก.ล.ต. เปิดปฏิบัติการ “ทลายเครือข่ายมหากาพย์ ฟอกเงินข้ามโลก” สืบสวนเส้นทางเงินจากการกระทำความผิดที่ถูกโอนผ่านธนาคารและกองทุนต่างประเทศหลายทอด ก่อนย้อนกลับเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบเงินลงทุนจากต่างประเทศ และนำไปถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
ปฏิบัติการดังกล่าวดำเนินการเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 โดยเจ้าหน้าที่กว่า 90 นาย เข้าตรวจค้นเป้าหมาย 4 จุด พร้อมขอศาลอนุมัติหมายจับผู้ต้องหา 6 ราย ซึ่งหลบหนีอยู่ต่างประเทศ และแจ้งข้อกล่าวหาผู้ต้องหาอีก 1 ราย
ผู้ต้องหาทั้ง 7 ราย ถูกกล่าวหาในความผิดเกี่ยวกับการร่วมกันฟอกเงิน สมคบกันฟอกเงิน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ และความผิดเกี่ยวกับการถือครองหลักทรัพย์เพื่อครอบงำกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมาย รวมถึงไม่รายงานการได้มาหรือจำหน่ายหลักทรัพย์ต่อสำนักงาน ก.ล.ต. ตามระยะเวลาที่กำหนด
เปิดเส้นทางเงิน 3 ระยะ ก่อนเข้าสู่ตลาดหุ้นไทย
จากการสืบสวนพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมีการปรับเปลี่ยนวิธีการเคลื่อนย้ายเงินอย่างต่อเนื่อง โดยช่วงปี 2562–2564 ใช้บัญชีส่วนตัว บัญชีบุคคลในครอบครัว และบัญชีนิติบุคคลเป็นช่องทางรับและโอนเงินที่เชื่อมโยงกับการฉ้อโกงออนไลน์
ต่อมาในช่วงปี 2565–2566 มีการโอนเงินจากบัญชีในประเทศกัมพูชาเข้าสู่บัญชีเครือข่ายในไทย ก่อนส่งต่อไปยังกองทุนในประเทศสิงคโปร์ภายในเวลาไม่กี่วัน
กระทั่งช่วงปี 2567–2568 พบการโอนเงินจากธนาคาร B.I.C. ไปยังกองทุน CAI ในสิงคโปร์เป็นมูลค่าหลายหมื่นล้านบาท ก่อนที่เงินจะย้อนกลับเข้ามาในประเทศไทยในรูปแบบเงินลงทุน และนำไปถือหุ้นบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่
เจ้าหน้าที่ระบุว่า ผลการตรวจสอบร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานต่างประเทศ พบความเชื่อมโยงของแหล่งเงินและผู้รับประโยชน์ที่แท้จริงกับเครือข่ายที่กำลังถูกสอบสวน โดยมีการแบ่งหน้าที่กัน ทั้งผู้สั่งการ ผู้ควบคุมช่องทางการเงิน ผู้บริหารกองทุน ผู้ถือผลประโยชน์แทน และผู้ประสานงานด้านเอกสาร
ตรวจยึดหลักฐาน เร่งขยายผลเส้นทางเงิน
การตรวจค้นครั้งนี้ เจ้าหน้าที่ตรวจยึดหลักฐานสำคัญหลายรายการ ได้แก่ สัญญากู้ยืมเงิน สัญญาซื้อขายหุ้น เอกสารเกี่ยวกับกองทุนหุ้นและกองทุนคริปโต 6 แฟ้ม อุปกรณ์เก็บคริปโต Ledger พร้อมอุปกรณ์ยืนยันตัวตน 3 เครื่อง โทรศัพท์มือถือ 5 เครื่อง คอมพิวเตอร์ 2 เครื่อง แท็บเล็ต 1 เครื่อง และแฟลชไดรฟ์ 1 อัน เพื่อนำไปตรวจพิสูจน์และขยายผลถึงบุคคลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงทรัพย์สินที่อาจยังซุกซ่อนอยู่
สำหรับทรัพย์สินที่ดำเนินการก่อนหน้านี้ คณะกรรมการธุรกรรมมีคำสั่งยึดและอายัดหุ้นไทยที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายไว้ชั่วคราว มูลค่ารวมกว่า 14,808 ล้านบาท ขณะที่ทรัพย์สินอื่น ได้แก่ เรือยอชต์ รถยนต์ เงินฝาก และที่ดิน มีมูลค่ารวมกว่า 21,000 ล้านบาท โดยอยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาของศาลแพ่ง
ขณะเดียวกัน สำนักงาน ปปง. อยู่ระหว่างดำเนินการคืนเงินให้แก่ผู้เสียหายตามขั้นตอนกฎหมาย
ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ย้ำว่า การสืบสวนจะมุ่งติดตามเส้นทางเงินทุกทอด เพื่อขยายผลไปยังผู้เกี่ยวข้องและดำเนินการกับทรัพย์สินตามกฎหมาย โดยมีเป้าหมายสกัดกั้นการนำเงินจากการกระทำความผิดกลับเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจและตลาดทุนไทย
ทั้งนี้ ผู้ต้องหายังถือเป็นผู้ถูกกล่าวหา การดำเนินคดีต้องเป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม และต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงตามกฎหมายต่อไป

