วิกฤตพลังงานโลกส่งสัญญาณร้อนระอุ! ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งกว่า 3% ทะยานแตะ 116.72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัสทะลุ 103 ดอลลาร์ กดดันราคาขายปลีกน้ำมันไทยเสี่ยงขยับขึ้นซ้ำเติมค่าครองชีพประชาชน รัฐบาลเตรียมเสนอ ครม. 27 ตุลาคม พิจารณาลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 หวังสกัดราคาพุ่งและลดภาระกองทุนน้ำมันที่ติดลบทะลุแสนล้านบาท ด้านทองคำโลกเคลื่อนไหวสวนทาง ร่วง 0.71% หลุดระดับจิตวิทยา 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ จับตาศึกหนักรัฐบาลจะประคองราคาพลังงานได้นานเพียงใด! น้ำมันโลกพุ่งแรง! เบรนท์ทะลุ 116 ดอลลาร์ ทองคำสวนทางดิ่งต่ำกว่า 4,000 ดอลลาร์

เมื่อวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยแทบลอยด์รายงานว่า สถานการณ์ราคาพลังงานในตลาดโลกยังคงผันผวนรุนแรง ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความกังวลเกี่ยวกับอุปทานน้ำมันในตลาดโลก ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ราคาทองคำกลับเคลื่อนไหวสวนทาง โดยปรับตัวลดลงจนหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
ข้อมูลจากรายงาน KSS Commodities Update ประจำวันที่ 26 ตุลาคม 2569 ของบริษัทหลักทรัพย์กรุงศรี ระบุความเคลื่อนไหวของราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ ดังนี้ -น้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ปรับเพิ่มขึ้น 3.14% ปิดที่ 116.72 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล-น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ปรับเพิ่มขึ้น 3.82% ปิดที่ 103.27 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล-ทองคำตลาดโลก ปรับลดลง 0.71% ปิดที่ 3,996.10 ดอลลาร์สหรัฐต่อทรอยออนซ์
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนความแตกต่างของทิศทางราคาสินค้าโภคภัณฑ์สำคัญ โดยน้ำมันดิบทั้งสองตลาดปรับตัวขึ้นมากกว่า 3% ในวันเดียว ขณะที่ทองคำอ่อนตัวลงต่ำกว่าระดับ 4,000 ดอลลาร์
นอกจากนี้ รายงานเดียวกันยังระบุว่า ราคาก๊าซธรรมชาติ NYMEX ลดลง 5.58% ปิดที่ 2.64 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู ส่วนราคาถ่านหินล่วงหน้า Newcastle เพิ่มขึ้น 0.42% ปิดที่ 156.85 ดอลลาร์ต่อตัน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดพลังงานแต่ละประเภทมีทิศทางราคาแตกต่างกัน ไม่ได้ปรับเพิ่มขึ้นพร้อมกันทั้งหมด
ราคาน้ำมันไทยเสี่ยงขยับ! ประชาชนแบกภาระค่าครองชีพ
การปรับตัวเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันดิบโลกครั้งนี้ กำลังสร้างแรงกดดันต่อประเทศไทย ซึ่งต้องพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศในสัดส่วนสูง โดยเฉพาะต้นทุนการนำเข้าน้ำมันดิบที่มีความสัมพันธ์กับราคาตลาดโลก
ข้อมูลราคาขายปลีกน้ำมันจากกระทรวงพลังงาน ณ วันที่ 26 ตุลาคม 2569 ระบุว่า น้ำมันดีเซล B7 อยู่ที่ 43.54 บาทต่อลิตร ดีเซล B20 อยู่ที่ 37.19 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 42.04 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 41.67 บาทต่อลิตร และ E20 อยู่ที่ 35.69 บาทต่อลิตร
แม้ราคาน้ำมันดิบโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นจะไม่ได้ส่งผลให้ราคาขายปลีกในประเทศต้องปรับขึ้นทันทีในอัตราเดียวกัน แต่หากราคาตลาดโลกยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง ย่อมเพิ่มแรงกดดันต่อต้นทุนการนำเข้าและกลไกบริหารราคาพลังงานภายในประเทศ
ผลกระทบที่น่าจับตามองไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะผู้ใช้รถยนต์เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงผู้ประกอบการขนส่งสินค้า ภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนประชาชนทั่วไปที่อาจต้องเผชิญกับต้นทุนสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นตามค่าขนส่ง
สถานการณ์ดังกล่าวจึงกลายเป็นโจทย์ใหญ่ของรัฐบาลในการรักษาสมดุลระหว่างราคาพลังงาน ต้นทุนทางเศรษฐกิจ และภาระค่าครองชีพของประชาชน
รัฐบาลงัดมาตรการลดภาษีสรรพสามิต หวังสกัดน้ำมันแพง!
ท่ามกลางสถานการณ์ราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลเริ่มส่งสัญญาณใช้มาตรการทางภาษีเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบ โดยนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยเมื่อวันที่ 24 ตุลาคมที่ผ่านมา ว่า การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 27 ตุลาคม 2569 จะมีการพิจารณาเรื่องภาษีสรรพสามิตน้ำมัน E20 เพื่อหาทางลดภาระราคาน้ำมันให้แก่ประชาชน
นายกรัฐมนตรีระบุว่า ปัญหาราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นผลจากต้นทุนราคาน้ำมันดิบโลกที่ผันผวน จึงจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานของประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันดิบในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ณ วันที่ 26 ตุลาคม ยังไม่มีข้อสรุปอย่างเป็นทางการว่ารัฐบาลจะลดภาษีสรรพสามิตลงกี่บาทต่อลิตร หรือจะมีผลบังคับใช้เมื่อใด โดยต้องรอผลการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี
คลังขยับรับลูก! เล็งลดภาษี E20-B20 รักษาส่วนต่าง 6 บาท
ด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยถึงแนวทางการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเฉพาะกลุ่มพลังงานทดแทน ได้แก่ แก๊สโซฮอล์ E20 และไบโอดีเซล B20
มาตรการดังกล่าวมีเป้าหมายสำคัญในการรักษาส่วนต่างราคาน้ำมันกลุ่มพลังงานทดแทนให้ถูกกว่าน้ำมันประเภท E10 และ B7 ประมาณ 6 บาทต่อลิตร เพื่อจูงใจประชาชนให้ใช้พลังงานทดแทน และลดภาระการอุดหนุนของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง
นอกจากนี้ ยังเป็นการสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในการผลิตเอทานอลและไบโอดีเซล
อย่างไรก็ตาม แนวทางดังกล่าวไม่ได้หมายความว่าราคาขายปลีกน้ำมันทุกชนิดจะลดลงทันที เพราะการปรับลดภาษีอาจถูกนำไปใช้รักษาส่วนต่างราคาและลดภาระกองทุนน้ำมัน มากกว่าการลดราคาหน้าสถานีบริการเต็มจำนวน
กองทุนน้ำมันอ่วม! ติดลบทะลุแสนล้าน เสี่ยงวิกฤตลุกลาม
อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งกำลังเผชิญแรงกดดันอย่างหนักจากการพยุงราคาพลังงานในประเทศ
นายมงคล ลีลาธรรม นายกสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย (TIA) ให้ความเห็นเมื่อวันที่ 25 ตุลาคมว่า ประเทศไทยพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศสูงถึงประมาณ 80-90% ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงมีฐานะติดลบมากกว่า 100,000 ล้านบาทแล้ว
หากราคาน้ำมันโลกยังอยู่ในระดับสูงต่อเนื่อง ภาระของกองทุนอาจเพิ่มขึ้นจนแตะระดับ 200,000 ล้านบาท
พร้อมเตือนว่าผลกระทบจากวิกฤตพลังงานอาจลุกลามจากต้นทุนค่าขนส่งไปสู่ราคาสินค้าอุปโภคบริโภค และกลายเป็นแรงกดดันต่อค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง
ทองคำสวนทางน้ำมัน! ร่วงหลุด 4,000 ดอลลาร์ จับตาดอกเบี้ยสหรัฐฯ
ขณะที่ตลาดน้ำมันดิบกำลังปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างร้อนแรง ราคาทองคำโลกกลับเคลื่อนไหวสวนทาง โดยปรับลดลง 0.71% ปิดที่ 3,996.10 ดอลลาร์ต่อทรอยออนซ์
การปรับลดลงดังกล่าวทำให้ราคาทองคำหลุดระดับจิตวิทยาสำคัญที่ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์
รายงานภาวะตลาดต่างประเทศระบุว่า ราคาทองคำได้รับแรงกดดันจากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ หลังราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น ซึ่งอาจทำให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ หรือเฟด จำเป็นต้องดำเนินนโยบายการเงินเข้มงวดกว่าที่ตลาดเคยคาดการณ์
ความเป็นไปได้ที่อัตราดอกเบี้ยสหรัฐฯ จะปรับเพิ่มขึ้น เป็นปัจจัยลบต่อทองคำ เนื่องจากทองคำเป็นสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนในรูปดอกเบี้ย
อย่างไรก็ตาม การเคลื่อนไหวสวนทางระหว่างน้ำมันกับทองคำในครั้งนี้ ไม่ได้หมายความว่าราคาสินทรัพย์ทั้งสองจะต้องเคลื่อนไหวตรงข้ามกันเสมอไป เพราะยังมีปัจจัยอื่นเข้ามาเกี่ยวข้อง ทั้งค่าเงินดอลลาร์ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยของนักลงทุน
จับตา 27 ตุลาคม! รัฐบาลจะลดภาษีจริง หรือแค่ประคองราคาชั่วคราว?
สิ่งที่ประชาชนต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด คือผลการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 27 ตุลาคมนี้ ว่ารัฐบาลจะสามารถออกมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันได้มากน้อยเพียงใด และจะช่วยให้ราคาขายปลีกน้ำมันลดลงจริงหรือไม่
เพราะหากราคาน้ำมันโลกยังคงปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การลดภาษีเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอที่จะรับมือกับต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านรายได้ภาษี และภาระทางการเงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง
คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่รัฐบาลจะลดภาษีสรรพสามิตหรือไม่เท่านั้น แต่อยู่ที่ว่า มาตรการดังกล่าวจะช่วยลดราคาน้ำมันให้ประชาชนได้จริงกี่บาทต่อลิตร จะครอบคลุมน้ำมันชนิดใดบ้าง และรัฐบาลจะสามารถรักษาระดับราคาไว้ได้นานเพียงใด
ท่ามกลางราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูงขึ้น สวนทางกับราคาทองคำที่ปรับลดลง สถานการณ์ครั้งนี้กำลังสะท้อนความเปราะบางของเศรษฐกิจไทยที่ยังต้องพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศอย่างหนัก
น้ำมันโลกขึ้น คนไทยเสี่ยงจ่ายแพง ทองคำร่วง นักลงทุนผวา ขณะที่รัฐบาลกำลังถูกทดสอบว่า จะสามารถเปลี่ยนมาตรการลดภาษีให้กลายเป็นการลดภาระค่าครองชีพของประชาชนได้จริงหรือไม่.?
ทีมข่าวเศรษฐกิจ สำนักข่าวไทยแทบลอยด์ …. รายงาน

