“นฤมาศ” สส.พรรคประชาชน หนุนศุลกากรเสนอห้ามนำเข้าเศษโลหะ–เศษยาง ชี้มีกฎหมายแล้วแต่บังคับใช้ไม่ได้ผล จี้รัฐบาลเร่งปิดช่องลักลอบนำเข้าขยะพิษ เปิดข้อมูลขยะตกค้างกว่า 5 ล้านกิโลกรัม
นางสาวนฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน สนับสนุนข้อเสนอของกรมศุลกากรที่ให้กำหนดเศษโลหะและเศษยางเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า เพื่อป้องกันการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย
นางสาวนฤมาศ กล่าวว่า กรมศุลกากรทำหนังสือด่วนที่สุดถึงกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เสนอให้กำหนดเศษโลหะและเศษยางเป็นสินค้าต้องห้ามนำเข้า เพื่อสกัดการลักลอบนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตราย หลังตรวจพบโรงงานและสถานที่เก็บกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมายในหลายพื้นที่ ซึ่งก่อให้เกิดสารเคมีรั่วไหล มลพิษทางอากาศ และความเสี่ยงต่อสุขภาพของประชาชน
“ดิฉันสนับสนุนข้อเสนอนี้อย่างเต็มที่ เพราะเป็นการปิดช่องทางที่ขบวนการลักลอบนำเข้าขยะพิษใช้อยู่จริง แต่ในฐานะผู้แทนของพี่น้องชาวศรีราชาและเกาะสีชัง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีท่าเรือแหลมฉบัง ท่าเรือหลักของประเทศตั้งอยู่ ดิฉันต้องพูดตรงๆ ว่า ประเทศไทยไม่ได้ขาดกฎหมายห้ามนำเข้า แต่เรายังขาดการบังคับใช้ที่ได้ผล”
นางสาวนฤมาศ กล่าวว่า แม้ประเทศไทยจะมีมาตรการห้ามนำเข้าขยะอิเล็กทรอนิกส์มาตั้งแต่ปี 2563 และมีมาตรการควบคุมการนำเข้าขยะประเภทอื่นเพิ่มเติม แต่ปัญหาขยะพิษยังคงเกิดขึ้น เนื่องจากผู้กระทำผิดอาศัยช่องโหว่ในการนำเข้าเศษโลหะและเศษยาง โดยสำแดงสินค้าเป็นเท็จหรือซุกซ่อนขยะอันตรายไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ เมื่อรัฐปิดช่องทางหนึ่ง ผู้กระทำผิดก็เปลี่ยนไปใช้ช่องทางอื่นแทน
ในปีงบประมาณ 2569 กรมศุลกากรจับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม แต่สามารถส่งกลับประเทศต้นทางได้แล้วเพียง 5.29 ล้านกิโลกรัม ยังมีของเสียอีกประมาณ 5 ล้านกิโลกรัมที่ต้องติดตามว่าอยู่ที่ใด ใครเป็นผู้รับผิดชอบดูแล และมีมาตรการป้องกันผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบอย่างไร
ขณะเดียวกัน ช่วงเดือนมกราคมถึงกันยายน 2569 ประเทศไทยนำเข้าเศษเหล็ก เศษอะลูมิเนียม และเศษทองแดงรวมกันไม่น้อยกว่า 2.76 ล้านตัน คิดเป็นมูลค่ากว่า 71,000 ล้านบาท มีปริมาณเฉลี่ยประมาณ 14,600 ตู้คอนเทนเนอร์ต่อเดือน โดยเฉพาะเศษเหล็กมีปริมาณมากกว่า 10,000 ตู้ต่อเดือน ทำให้การตรวจสอบสินค้านำเข้าอย่างเข้มงวดและการติดตามปลายทางเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง
นางสาวนฤมาศ ระบุว่า ข้อเสนอของกรมศุลกากรมีแนวทางที่น่าสนใจ ทั้งการกำหนดมาตรการห้ามนำเข้า การจัดช่วงเปลี่ยนผ่าน 6-12 เดือนเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อโรงงานหลอมและแปรรูปโลหะในประเทศ 41 ราย การควบคุมการนำเข้าในช่วงเปลี่ยนผ่านให้เฉพาะโรงงานที่ใช้วัตถุดิบจริง ตลอดจนกำหนดให้ผู้นำเข้ามีใบรับรองการตรวจสอบก่อนส่งออก และรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการส่งสินค้ากลับเมื่อพบขยะพิษปะปน รวมถึงการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอดังกล่าวยังต้องได้รับการผลักดันให้เกิดผลในทางปฏิบัติ นฤมาศจึงเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการปิดช่องโหว่สำคัญ 4 ประการ ได้แก่
1. ปิดช่องโหว่การสำแดงเท็จและสลับพิกัดสินค้า โดยใช้ข้อมูลความเสี่ยงร่วมกันระหว่างหน่วยงาน เพื่อคัดกรองตู้คอนเทนเนอร์ที่น่าสงสัยจากประเทศต้นทาง ประวัติผู้นำเข้า และเส้นทางขนส่ง
2. ติดตามสินค้าให้ถึงโรงงานปลายทาง ไม่ใช่ตรวจเฉพาะตอนผ่านท่าเรือ แต่ต้องตรวจสอบว่าวัตถุดิบที่นำเข้าได้รับอนุญาตและถูกนำไปใช้จริงตามวัตถุประสงค์ ไม่ถูกลักลอบนำไปทิ้งในบ่อหรือโกดังผิดกฎหมาย
3.สร้างระบบทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน โดยกำหนดเจ้าภาพและกรอบเวลาที่ชัดเจนสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกรมศุลกากร กรมการค้าต่างประเทศ กรมควบคุมมลพิษ และกรมโรงงานอุตสาหกรรม พร้อมรายงานผลต่อสาธารณะ
4. ทำให้ผู้กระทำผิดรับผิดชอบต้นทุนอย่างเต็มรูปแบบ ไม่ใช่เพียงส่งสินค้ากลับประเทศต้นทาง แต่ต้องรับผิดชอบค่าเก็บกู้ กำจัดของเสีย และฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ ตามหลักผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย
นอกจากนี้ นางสาวนฤมาศ ยังตั้งคำถามต่อรัฐบาล 4 ประเด็น ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์จะรับข้อเสนอของกรมศุลกากรเมื่อใด และจะกำหนดกรอบเวลาช่วงเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนหรือไม่ ระหว่างรอการบังคับใช้มาตรการห้ามนำเข้าอย่างเต็มรูปแบบ จะควบคุมตู้สินค้าที่เข้ามาในแต่ละเดือนอย่างไร ขยะพิษประมาณ 5 ล้านกิโลกรัมที่ยังไม่ได้ส่งกลับอยู่ที่ใดและใครเป็นผู้รับผิดชอบ รวมถึงกากพิษจากโรงงานผิดกฎหมายที่ตรวจพบแล้วจะได้รับการเก็บกู้เมื่อใด และประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบได้รับการตรวจสุขภาพแล้วหรือไม่
นางสาวนฤมาศ เสนอว่า รัฐบาลสามารถเริ่มมาตรการควบคุมในช่วงเปลี่ยนผ่านได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอประกาศห้ามนำเข้าอย่างเด็ดขาด พร้อมเปิดเผยข้อมูลให้ประชาชนตรวจสอบได้ ทั้งรายชื่อโรงงานที่ได้รับอนุญาต สถิติการตรวจสอบ ปริมาณขยะที่ส่งกลับและที่ยังตกค้าง ตลอดจนข้อมูลผู้กระทำผิด ควบคู่กับการจัดตั้งกลไกเฝ้าระวังสุขภาพของชุมชนรอบพื้นที่จัดเก็บและหลอมเศษโลหะในภาคตะวันออก และส่งเสริมการคัดแยกเศษวัสดุภายในประเทศเพื่อลดการพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าในระยะยาว
“ดิฉันไม่ได้ต่อต้านอุตสาหกรรมรีไซเคิลหรืออุตสาหกรรมเหล็ก ซึ่งสร้างงานให้คนจำนวนมาก แต่การเติบโตทางเศรษฐกิจต้องไม่แลกมาด้วยอากาศ น้ำ และสุขภาพของคนในพื้นที่ ท่าเรือแหลมฉบังควรเป็นประตูที่นำโอกาสเข้ามา ไม่ใช่ประตูที่ปล่อยให้ขยะพิษจากต่างประเทศเข้ามาทิ้งไว้ในบ้านเรา” นางสาวนฤมาศ กล่าว

