กรุงเทพฯ, 21 ตุลาคม 2569 – พ.ต.ต.สุริยา สิงหกมล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ประธานประชุมหารือแนวทางความร่วมมือในการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านระบบขนส่งพัสดุ พร้อมด้วย นายคณิศร ภาพีรนนท์ ผู้อำนวยการสำนักปราบปรามยาเสพติด นางสาวขวัญกมล ศรีชัยวรรณ นักสืบสวนสอบสวนผู้เชี่ยวชาญ นายรัฐการ ศรีศกุน ผู้อำนวยการส่วน รักษาการในตำแหน่ง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย และเจ้าหน้าที่ ป.ป.ส. ผนึกกำลังร่วมกับ บริษัทผู้ประกอบการขนส่งพัสดุภัณฑ์ชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน เดินหน้ายกระดับมาตรการป้องกันและปราบปรามการลักลอบขนส่งยาเสพติดผ่านระบบพัสดุภัณฑ์ทั่วประเทศ
จากสถิติในปีงบประมาณ 2569 พบว่า เครือข่ายค้ายาเสพติดได้ฉวยโอกาสใช้ระบบโลจิสติกส์เป็นช่องทางลำเลียงยาเสพติดจากพื้นที่ชายแดนเข้าสู่พื้นที่ตอนในและส่งออกต่างประเทศ โดยมีการลักลอบส่งยาเสพติดผ่านพัสดุถึง 260 คดี ตรวจยึดยาบ้ากว่า 13 ล้านเม็ด, ไอซ์ 1 ตัน, คีตามีน 175 กิโลกรัม และเฮโรอีน 152 กิโลกรัม ซึ่งพบพฤติการณ์จงใจหลบเลี่ยงการตรวจสอบตัวตนผู้ฝากส่ง ทั้งการใช้บัตรประชาชนปลอม และการจ้างบุคคลอื่นเป็นตัวแทน (นอมินี)

พ.ต.ต.สุริยา กล่าวว่า เพื่อยกระดับการทำงานจากการตรวจยึดรายคดี สู่การป้องกันเชิงระบบ สำนักงาน ป.ป.ส. จึงได้บูรณาการความร่วมมือกับผู้ประกอบการขนส่งพัสดุภัณฑ์ชั้นนำทั้งภาครัฐและเอกชน ประกอบด้วย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, เฟดเดอรัล เอ็กซ์เพรส (FedEx), โกลบอล เจท (J&T), แฟลช เอ็กซ์เพรส (Flash), ยูพีเอส (UPS), ดีเอชแอล (DHL), อาราเม็กซ์ (Aramex), เคอีเอ็กซ์ (KEX) และ เอส.เอฟ. เอ็กซ์เพรส (SF Express) โดยร่วมกันกำหนด 4 มาตรการเชิงรุก ดังนี้
1. ปิดช่องโหว่ผู้ฝากส่ง ยกระดับการยืนยันตัวตนผู้ฝากส่งพัสดุ 100% ตรวจสอบบัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางให้ตรงกับตัวบุคคล หากไม่สามารถยืนยันตัวตนได้ต้องปฏิเสธการรับฝาก พร้อมจัดเก็บข้อมูลผู้ส่งและผู้รับไม่น้อยกว่า 180 วัน เพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลัง
2. คุมเข้มพื้นที่ชายแดน กำหนดพื้นที่เฝ้าระวังพิเศษ โดยเฉพาะจุดต้นทางที่มีความเสี่ยงสูง เพิ่มมาตรการตรวจสอบสาขาและแฟรนไชส์ พร้อมประสานเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบเชิงรุก เพื่อสกัดกั้นยาเสพติดก่อนเข้าสู่ระบบขนส่ง
3.แลกเปลี่ยนข้อมูลคดีและข้อมูลข่าวกรองทุกๆ 3 เดือน พร้อมยกย่องผู้ประกอบการที่มีมาตรการป้องกันดีเด่น พร้อมสร้างแรงจูงใจในการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดจากค่าตอบแทนการแจ้งเบาะแสยาเสพติด

4. ฝ่าฝืนเจอมาตรการทางกฎหมาย ดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ประกอบการหรือสาขาที่ฝ่าฝืน ตั้งแต่การตักเตือน การปรับตามมาตรา 174 แห่งประมวลกฎหมายยาเสพติด ตั้งแต่ 10,000–100,000 บาท ตลอดจนการพิจารณาสั่งปิดสถานที่หรือพักใช้ใบอนุญาตตามเงื่อนไขของกฎหมาย และหากพบความเชื่อมโยงกับเครือข่ายค้ายาเสพติด จะดำเนินคดีอาญาและขยายผลตรวจสอบทรัพย์สินอย่างถึงที่สุด
“ธุรกิจขนส่งต้องเติบโตควบคู่กับความปลอดภัยของสังคม ผู้ประกอบการทุกรายต้องร่วมกันปิดช่องโหว่ ไม่เปิดโอกาสให้เครือข่ายค้ายาเสพติดใช้ระบบขนส่งพัสดุเป็นเครื่องมือกระทำผิด โดยภาครัฐพร้อมสนับสนุนผู้ประกอบการที่ให้ความร่วมมืออย่างเต็มที่ และดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่จงใจฝ่าฝืนอย่างเด็ดขาด” เลขาธิการ ป.ป.ส. กล่าวย้ำ
สำนักงาน ป.ป.ส. กระทรวงยุติธรรม ยืนยันเดินหน้าผนึกกำลังภาครัฐและเอกชน สร้างมาตรฐานความปลอดภัยเดียวกันทั่วประเทศ เพื่อปิดเส้นทางลำเลียง ตัดวงจรเครือข่ายค้ายาเสพติด และป้องกันไม่ให้ระบบขนส่งพัสดุภัณฑ์ตกเป็นเครื่องมือของขบวนการค้ายาเสพติดอีกต่อไป พบเบาะแสยาเสพติดหรือเห็นพัสดุต้องสงสัย แจ้งสายด่วน ป.ป.ส. โทร. 1386 ที่พึ่งทุกปัญหายาเสพติด ตลอด 24 ชั่วโมง “ทุกข้อมูลปลอดภัย มั่นใจ เป็นความลับ”

