​ททท. เปิดเวที “THAILAND NEXTPERIENCE : TOURISM PRODUCT HIGHLIGHT 2027”ชู 5 ทิศทางพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวไทย มุ่งสู่ High-Value & Meaningful Destination

ททท. เปิดเวที THAILAND NEXTPERIENCE : TOURISM PRODUCT HIGHLIGHT 2027 เผยทิศทางสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยปี 2570 มุ่ง 5 แนวทางสำคัญ ตั้งแต่ Wellness and Luxury ดันไทยสู่ Healing Destination รับกระแส Longevity เทศกาลและเศรษฐกิจกลางคืน เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ไปจนถึงการยกระดับความปลอดภัย ด้าน “หมอโจ้” ชี้นักท่องเที่ยวเปลี่ยนจากแค่มีอายุยืนสู่การมีสุขภาพดี ขณะที่ “เบนซ์ The Gaijin Trips” สะท้อนเสน่ห์ชุมชนและผู้คน สร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย พร้อมต่อยอดรายได้สู่ท้องถิ่น

​วันนี้ (20 ตุลาคม 2569) การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “THAILAND NEXTPERIENCE : TOURISM PRODUCT HIGHLIGHT 2027” ณ โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ กรุงเทพฯ ประกาศทิศทางการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวปี 2570 ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Transform Together” มุ่งนำศักยภาพและอัตลักษณ์ของไทยพัฒนาเป็นสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวมูลค่าสูง ด้วย 5 ทิศทางสำคัญ ได้แก่ Wellness and Longevity Tourism, Festival Economy, Creative Economy, Sustainable and Regenerative Tourism และ Trusted Thailand พร้อมผลักดันสินค้าและเส้นทางท่องเที่ยวให้พร้อมเข้าสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ High-Value & Meaningful Destination

​นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวว่า ททท. มุ่งขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยตามแนวคิด Value over Volume ภายใต้ยุทธศาสตร์ “Transform Together” โดยให้ความสำคัญกับ การดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพและเพิ่มมูลค่าจากการเดินทาง ควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและเส้นทางท่องเที่ยวให้ตอบโจทย์ความต้องการของนักท่องเที่ยวในปัจจุบัน ทั้งประสบการณ์ที่มีความหมาย สะท้อนอัตลักษณ์ ของพื้นที่ ใส่ใจสิ่งแวดล้อมและชุมชน รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการฟื้นฟูสมดุลกายใจ สำหรับปี 2570 ททท. ใช้กรอบ Amazing 5 Economy เป็นแนวทางพัฒนาสินค้าท่องเที่ยว พร้อมขับเคลื่อนกลไก Partnership 360 ผ่านความร่วมมือกับพันธมิตรทุกภาคส่วน เพื่อพัฒนาและยกระดับให้สินค้าท่องเที่ยวไทยได้มาตรฐานระดับสากล และเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ตรงความต้องการ อันจะเพิ่มโอกาสในการเดินทางและ การใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ตลอดจนกระจายรายได้สู่ผู้ประกอบการและชุมชน พร้อมสนับสนุนเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวในปี 2570 ให้เติบโตไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น High-Value & Meaningful Destination

นางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการ ททท. กล่าวถึงทิศทางการพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวไทยว่า การท่องเที่ยวในอนาคตต้องอาศัยจุดแข็งของประเทศไทยมาต่อยอดให้เกิดประสบการณ์ที่แตกต่าง พร้อมปรับแนวทางการเติบโตจากการให้ความสำคัญกับจำนวนนักท่องเที่ยวเพียงอย่างเดียว ไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและกระจายผลประโยชน์สู่พื้นที่ต่าง ๆ อย่างทั่วถึง ทิศทางสำคัญประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและลักชัวรี การส่งเสริมเศรษฐกิจกลางคืนและเทศกาล การต่อยอดทุนวัฒนธรรมสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์ การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย

  1. Wellness and Luxury ดันไทยสู่ Healing Destination

ทิศทางแรกคือการยกระดับการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและลักชัวรี หรือ Wellness and Luxury โดยมองว่าเมื่อผู้คนมีแนวโน้มอายุยืนยาวขึ้น สิ่งสำคัญไม่ใช่เพียงการมีชีวิตอยู่ให้นานที่สุด แต่ต้องมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต และสุขภาพใจ

ททท. จึงมุ่งผลักดันประเทศไทยให้เป็น Healing Destination หรือจุดหมายปลายทางแห่งการฟื้นฟูและดูแลสุขภาพ ผ่านการนำเสนอจุดแข็งด้านการแพทย์ อาหาร สมุนไพรไทย และภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพที่สามารถต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวได้

แนวทางนี้ยังสอดคล้องกับการเติบโตของตลาดท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ซึ่งนักท่องเที่ยวต้องการมากกว่าการเดินทางเพื่อพักผ่อน แต่ต้องการใช้เวลาในการฟื้นฟูร่างกายและจิตใจ ดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน และกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ

  1. Night Economy และ Festival Economy สร้างเหตุผลให้คนเดินทาง

ทิศทางที่สองคือการส่งเสริมเศรษฐกิจกลางคืน (Night Economy) และเศรษฐกิจเทศกาล (Festival Economy) ผ่านการจัดกิจกรรมที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวและกระจายรายได้สู่จังหวัดต่าง ๆ

ททท. มองว่ากิจกรรมท่องเที่ยวเป็นกลไกสำคัญในการสร้างเหตุผลให้ผู้คนออกเดินทาง โดยนอกจากเทศกาลที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ เช่น สงกรานต์ ลอยกระทง และงานเคานต์ดาวน์แล้ว ยังต้องยกระดับเทศกาลท้องถิ่นให้มีเอกลักษณ์และเป็นที่รู้จักมากขึ้น

ตัวอย่าง ได้แก่ งานแห่เทียนพรรษาที่จังหวัดอุบลราชธานี งานแห่ดาวที่จังหวัดสกลนคร และงานไหลเรือไฟที่จังหวัดนครพนม ซึ่งสะท้อนความหลากหลายของประเพณีไทยและสามารถพัฒนาเป็นกิจกรรมที่ดึงดูดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและต่างชาติ

การต่อยอดเทศกาลเหล่านี้ไม่เพียงช่วยเพิ่มการเดินทาง แต่ยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัส Thainess หรือความเป็นไทย ผ่านประเพณี วิถีชีวิต ความมีน้ำใจ และอัธยาศัยไมตรี ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ไม่สามารถลอกเลียนแบบได้ง่าย

  1. Creative Economy เปลี่ยนทุนวัฒนธรรมเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยว

ทิศทางที่สามคือการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) โดยนำทุนทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น และเรื่องราวของแต่ละพื้นที่มาต่อยอดเป็นสินค้าและประสบการณ์ที่มีความหมาย

แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เช่น การเดินสำรวจเมืองและชุมชน การเรียนรู้ศิลปะและงานฝีมือ การสัมผัสอาหารท้องถิ่น ตลอดจนกิจกรรมด้านดนตรีและวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมจริง

เป้าหมายคือการเปลี่ยนจากการเดินทางเพื่อชมสถานที่เพียงอย่างเดียว ไปสู่การเรียนรู้เรื่องราวของพื้นที่และสร้างประสบการณ์เฉพาะตัวให้กับนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะเป็นผู้ที่เดินทางคนเดียว กลุ่มเพื่อน หรือผู้ที่ต้องการค้นหากิจกรรมที่สอดคล้องกับความสนใจของตนเอง

  1. ท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เปลี่ยนจาก Volume สู่ Value

ทิศทางที่สี่คือการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตของอุตสาหกรรม การดูแลทรัพยากร และการกระจายรายได้สู่ชุมชน

ททท. ให้ความสำคัญกับการสร้างมูลค่าจากนักท่องเที่ยวมากกว่าการมุ่งเพิ่มจำนวนเพียงอย่างเดียว หรือเปลี่ยนจาก Volume ไปสู่ Value เพื่อให้การท่องเที่ยวสร้างประโยชน์ทางเศรษฐกิจอย่างมีคุณภาพและต่อเนื่องในระยะยาว

ตัวอย่างคือการนำเสนอสินค้าและภูมิปัญญาของจังหวัดเชียงใหม่ ทั้งผลิตภัณฑ์น้ำผึ้ง มะพร้าวน้ำหอม และการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์น้ำหอมจากวัตถุดิบหรือเรื่องราวในท้องถิ่น ซึ่งสามารถพัฒนาเป็นประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์และเพิ่มมูลค่าให้กับชุมชนได้

แนวทางนี้ยังช่วยกระจายโอกาสจากแหล่งท่องเที่ยวชื่อดังไปสู่พื้นที่ที่มีศักยภาพ แต่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

  1. Safety Thailand สร้างความมั่นใจตลอดการเดินทาง

ทิศทางสุดท้ายคือการยกระดับความปลอดภัยและสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักท่องเที่ยว โดย ททท. มองว่าความปลอดภัยเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจเดินทาง เพราะแม้ประเทศไทยจะมีแหล่งท่องเที่ยวและประสบการณ์ที่หลากหลาย แต่หากนักท่องเที่ยวไม่มั่นใจ ก็อาจส่งผลต่อภาพลักษณ์และการตัดสินใจเลือกจุดหมายปลายทาง

ในยุคที่ข้อมูลเผยแพร่ผ่านโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในบางพื้นที่อาจส่งผลต่อการรับรู้ภาพรวมของประเทศ จึงต้องมีการสื่อสารข้อมูลอย่างเหมาะสมควบคู่กับการยกระดับมาตรฐานบริการและมาตรการรักษาความปลอดภัย

ทั้งนี้ การสร้างความเชื่อมั่นจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะหน่วยงานด้านความมั่นคง ผู้ประกอบการ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมตลอดการเดินทางทั่วประเทศไทย

หมอโจ้ชี้ Longevity เปลี่ยนเกมสุขภาพ จากแค่อายุยืนสู่การมีชีวิตที่แข็งแรง

นพ.ดิสพงษ์ ปณิฐาภรณ์ หรือหมอโจ้ ผู้ร่วมก่อตั้งและแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังประจำ The Demis Clinic และเจ้าของแบรนด์ Acca กล่าวถึงเทรนด์การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพว่า ปัจจุบันผู้คนทั่วโลกให้ความสำคัญกับการมีอายุยืนยาวมากขึ้น แต่ไม่ได้ต้องการเพียงมีชีวิตอยู่ให้นานเท่านั้น หากต้องการมีสุขภาพดีและสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพ

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนการเปลี่ยนผ่านจาก Lifespan หรือระยะเวลาที่มีชีวิตอยู่ ไปสู่ Healthspan หรือช่วงเวลาของชีวิตที่มีสุขภาพดี สามารถทำกิจกรรมต่าง ๆ และใช้ชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

หมอโจ้อธิบายว่า อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงสำคัญคือการดูแลสุขภาพ จากเดิมที่เน้นการรักษาเมื่อเกิดปัญหาหรือ Reactive ไปสู่การดูแลเชิงรุก หรือ Proactive ที่ให้ความสำคัญกับการประเมินความเสี่ยงและป้องกันปัญหาสุขภาพล่วงหน้า เพื่อช่วยลดโอกาสเกิดโรคและรักษาคุณภาพชีวิตในระยะยาว

เทรนด์นี้เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการท่องเที่ยวไทยพัฒนาสินค้าและบริการที่เชื่อมโยงกับสุขภาพได้หลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม สมุนไพรไทย และกิจกรรมดูแลสุขภาพ ซึ่งสามารถต่อยอดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นให้กลายเป็นประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวต่างชาติ

จาก Anti-Aging สู่การดูแลสุขภาพและความงามเชิงป้องกัน

หมอโจ้ยังกล่าวถึงแนวโน้มด้านความงามว่า ผู้บริโภคเริ่มให้ความสำคัญกับการดูแลและป้องกันปัญหาในระยะยาวมากขึ้น จากเดิมที่มุ่งแก้ไขสัญญาณแห่งวัยเมื่อเกิดขึ้นแล้ว ไปสู่การดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่อง

ประเทศไทยมีโอกาสต่อยอดจากความพร้อมด้านบุคลากรทางการแพทย์ เทคโนโลยี และบริการสุขภาพ รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านความงามที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวต่างชาติ

นักท่องเที่ยวจำนวนหนึ่งเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อพักผ่อนควบคู่กับการตรวจสุขภาพ การปรึกษาแพทย์ และการรับบริการด้านความงาม โดยความเชี่ยวชาญของบุคลากรทางการแพทย์ การดูแลผู้รับบริการ และความน่าเชื่อถือของระบบบริการ เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยสร้างความไว้วางใจ

หมอโจ้มองว่า หากประเทศไทยสามารถผสานจุดแข็งด้านการแพทย์เข้ากับการท่องเที่ยว การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน อาหาร และสมุนไพรไทย ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการพัฒนาสินค้าและประสบการณ์ท่องเที่ยวที่มีมูลค่าสูง พร้อมตอบโจทย์นักเดินทางที่ต้องการทั้งการพักผ่อนและการดูแลสุขภาพในทริปเดียว

เบนซ์ The Gaijin Trips ชี้เทรนด์เที่ยวเปลี่ยน ไม่เน้นแค่เช็กอิน แต่ต้องได้สัมผัสชีวิตจริง

นายถาวร ภัสสรศิริกุล หรือเบนซ์ ตัวแทนนักเดินทางจากเพจ The Gaijin Trips สะท้อนมุมมองต่อพฤติกรรมการท่องเที่ยวในปัจจุบันว่า หลังสถานการณ์โควิด-19 ผู้คนเริ่มมองหาคุณค่าจากการเดินทางมากกว่าการพักผ่อนในสถานที่ที่สะดวกสบายเพียงอย่างเดียว

ในอดีต นักท่องเที่ยวบางส่วนอาจเลือกสถานที่ที่เดินทางสะดวก มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพราะต้องการพักผ่อนจากการทำงาน แต่ปัจจุบันเริ่มเปิดใจให้กับการเดินทางที่ได้ค้นพบสิ่งใหม่ แม้บางครั้งต้องเผชิญความไม่สะดวกสบายระหว่างทางก็ตาม

เบนซ์มองว่า นักเดินทางยุคใหม่ต้องการประสบการณ์ที่ทำให้รู้สึกว่าได้ใช้ชีวิตจริง ได้พบเจอผู้คน และได้เรียนรู้สิ่งที่แตกต่างจากชีวิตประจำวัน มากกว่าการเดินทางไปยังสถานที่ยอดนิยมเพื่อถ่ายภาพและเช็กอินเพียงอย่างเดียว

ชุมชนเล็ก ๆ คือเสน่ห์ที่สร้างความทรงจำ

เบนซ์กล่าวว่า สำหรับตัวเองแล้ว คุณค่าของการเดินทางไม่ได้อยู่ที่วิวทิวทัศน์เพียงอย่างเดียว แต่เป็นผู้คนที่ได้พบระหว่างทาง โดยเฉพาะชุมชนและหมู่บ้านที่ยังไม่เป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย

การได้เข้าพักโฮมสเตย์และใช้ชีวิตร่วมกับเจ้าของบ้าน เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตของคนในพื้นที่ ตั้งแต่การออกไปทำสวนในตอนเช้า ไปจนถึงการทำกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติและภูมิปัญญาท้องถิ่น ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่คนเมืองอาจไม่มีโอกาสได้สัมผัสในชีวิตประจำวัน

ประสบการณ์เช่นนี้ทำให้การเดินทางไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนสถานที่พักผ่อน แต่เป็นการเรียนรู้ชีวิตในอีกมุมหนึ่ง และช่วยให้ผู้เดินทางเข้าใจผู้คนและชุมชนมากขึ้น

ขณะเดียวกัน การเดินทางไปยังหมู่บ้านห่างไกลหรือพื้นที่ที่เข้าถึงยาก แม้อาจไม่ได้สะดวกสบายเหมือนการท่องเที่ยวในเมืองใหญ่ แต่กลับมีเสน่ห์เฉพาะตัว และทำให้ผู้เดินทางมีเรื่องราวที่น่าจดจำกลับไปแบ่งปัน

นักเดินทางทุกคนช่วยชุมชนได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นอินฟลูเอนเซอร์

เบนซ์ยังมองว่า โซเชียลมีเดียเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยเปิดโอกาสให้ชุมชนเล็ก ๆ เป็นที่รู้จักมากขึ้น เพราะทุกคนสามารถแบ่งปันประสบการณ์ผ่านภาพถ่าย วิดีโอสั้น หรือเรื่องราวจากการเดินทางได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นอินฟลูเอนเซอร์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง

เมื่อผู้เดินทางพบสถานที่ที่น่าสนใจและได้รับประสบการณ์ที่ดี การนำเรื่องราวไปเผยแพร่สามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นเดินทางตามรอย และช่วยเพิ่มโอกาสให้ชุมชนที่เดิมมีนักท่องเที่ยวเข้าถึงไม่มากนัก

เบนซ์ยกตัวอย่างว่า บางครั้งผู้ใหญ่บ้านหรือเจ้าของชุมชนติดต่อกลับมาบอกว่ามีนักท่องเที่ยวเดินทางตามมาเที่ยวมากขึ้น หลังจากเห็นภาพหรือเรื่องราวที่เผยแพร่ผ่านโซเชียลมีเดีย ทำให้รู้สึกว่าการเดินทางครั้งหนึ่งสามารถสร้างประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้จริง

ความรู้สึกขอบคุณระหว่างนักเดินทางกับคนในชุมชนจึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่า เพราะนอกจากจะช่วยเพิ่มโอกาสสร้างรายได้ให้ท้องถิ่นแล้ว ยังทำให้ผู้เดินทางรู้สึกว่าตัวเองมีส่วนร่วมในการสร้างสิ่งดี ๆ และทำให้การเดินทางมีความหมายมากกว่าการพักผ่อนส่วนตัว

เบนซ์จึงอยากชวนให้ผู้คนเปิดใจออกเดินทางไปยังสถานที่ใหม่ ๆ ใช้เวลาเรียนรู้ผู้คน และมองหาประสบการณ์ที่แตกต่าง เพราะบางครั้งความทรงจำที่ดีที่สุดอาจไม่ได้เกิดขึ้น ณ จุดหมายปลายทาง แต่เกิดขึ้นระหว่างทางจากผู้คนและเรื่องราวที่ได้พบเจอ

ททท. ชู “บริหารเสน่ห์ไทย” เปลี่ยนความประทับใจเป็นเหตุผลให้กลับมาเที่ยวซ้ำ

ในช่วงท้ายของการเสวนา ผู้ร่วมเสวนาได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับการนำเสน่ห์ของประเทศไทยมาต่อยอดเป็นประสบการณ์ท่องเที่ยว โดย ททท. เน้นย้ำว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวต้องอาศัยการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการรักษาเอกลักษณ์และคุณค่าความเป็นไทย

แนวคิดสำคัญคือการนำเสน่ห์ของผู้คน วิถีชีวิต และวัฒนธรรมมาสร้างความทรงจำที่มีความหมายให้แก่นักท่องเที่ยว เพราะความน่าประทับใจไม่ได้เกิดจากความสวยงามของสถานที่เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากการต้อนรับอย่างจริงใจ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นระหว่างการเดินทาง

สถานที่บางแห่งอาจไม่ได้มีความโดดเด่นสะดุดตาเท่าแหล่งท่องเที่ยวชื่อดัง แต่หากมีเสน่ห์เฉพาะตัวและสามารถมอบประสบการณ์ที่น่าจดจำ ก็อาจกลายเป็นจุดหมายที่นักท่องเที่ยวอยากกลับมาเยือนอีกครั้ง

แนวทางนี้ยังเชื่อมโยงกับการส่งเสริม Amazing Thailand และการต่อยอดซอฟต์พาวเวอร์ไทย ผ่านอาหาร ประเพณี เทศกาล ศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสประสบการณ์จริงในพื้นที่

ขณะเดียวกัน การรักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่นและการส่งต่อคุณค่าความเป็นไทยจากรุ่นสู่รุ่นยังเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะการใส่ใจความรู้สึกของผู้อื่น การให้เกียรติ และการมีน้ำใจ ซึ่งเป็นเสน่ห์ที่ช่วยสร้างความประทับใจและความผูกพันระหว่างผู้มาเยือนกับเจ้าของพื้นที่

จากการท่องเที่ยวสู่ประสบการณ์ที่มีความหมาย

ภาพรวมของเวที THAILAND NEXTPERIENCE : TOURISM PRODUCT HIGHLIGHT 2027 สะท้อนทิศทางการท่องเที่ยวไทยที่ต้องการก้าวข้ามการแข่งขันด้านจำนวนผู้มาเยือน ไปสู่การสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและตอบโจทย์ความต้องการของนักเดินทางยุคใหม่

ตั้งแต่กระแส Longevity ที่ทำให้สุขภาพและคุณภาพชีวิตกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเดินทาง การยกระดับเทศกาลและกิจกรรมให้เป็นจุดขาย การต่อยอดทุนวัฒนธรรมเป็นสินค้าเชิงสร้างสรรค์ การส่งเสริมความยั่งยืน ไปจนถึงการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย ล้วนเป็นองค์ประกอบที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย

ขณะเดียวกัน เรื่องราวจากเบนซ์ The Gaijin Trips ยังสะท้อนให้เห็นว่า นักเดินทางทั่วไปก็สามารถมีบทบาทในการส่งเสริมการท่องเที่ยวได้ ผ่านการค้นพบชุมชน การแบ่งปันประสบการณ์ และการบอกต่อสิ่งดี ๆ ที่พบเจอ ซึ่งอาจกลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้คนในพื้นที่

ท้ายที่สุด เสน่ห์ของการท่องเที่ยวไทยจึงไม่ได้อยู่ที่สถานที่เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ผู้คน เรื่องราว และความทรงจำที่เกิดขึ้นระหว่างทาง หากสามารถบริหารจัดการเสน่ห์เหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยสร้างเหตุผลให้นักท่องเที่ยวอยากเดินทางมาสัมผัสประเทศไทย และกลับมาเยือนซ้ำในอนาคต