ญาติเหยื่อไฟไหม้โรงเบียร์ลาดพร้าวสุดช้ำ ผ่าน 3 เดือนร้องเร่งติดตามคดี จี้สอบเจ้าหน้าที่รัฐ–คัดค้านรื้ออาคาร หวั่นกระทบหลักฐาน

กลุ่มญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บจากเหตุเพลิงไหม้โรงเบียร์ย่านลาดพร้าว เข้าพบ นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เพื่อขอคำปรึกษาและความช่วยเหลือด้านกฎหมาย พร้อมติดตามความคืบหน้าคดี เรียกร้องตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้อง หลังเหตุการณ์ผ่านมาประมาณ 3 เดือน แต่ครอบครัวยังไม่ได้รับการเยียวยาอย่างเหมาะสม และยังกังวลกรณีการรื้อถอนอาคารที่เกิดเหตุ

นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ กล่าวว่า ได้รับเรื่องร้องเรียนจากครอบครัวผู้เสียชีวิต รวมถึงผู้บาดเจ็บสาหัส ซึ่งยังคงรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล จึงพยายามประสานให้ผู้ได้รับผลกระทบรวมตัวกัน เพื่อรวบรวมปัญหาและติดตามสิทธิความช่วยเหลืออย่างเป็นระบบ สำหรับผู้ได้รับผลกระทบ แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้บาดเจ็บเล็กน้อย ผู้บาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิต ซึ่งแต่ละกลุ่มมีความเดือดร้อนและความจำเป็นในการช่วยเหลือแตกต่างกัน

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับ เหตุการณ์ดังกล่าวมีผู้ได้รับผลกระทบรวม 108 ราย แบ่งเป็นผู้เสียชีวิต 41 ราย และผู้บาดเจ็บ 67 ราย ขณะนี้มีผู้ยื่นคำขอรับความช่วยเหลือจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแล้ว 87 ราย จึงขอประชาสัมพันธ์ให้ผู้เสียหายที่ยังไม่ได้ยื่นคำขอเร่งดำเนินการภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด โดยระบุว่าต้องยื่นภายใน 1 ปี เพราะหากพ้นกำหนดอาจเสียสิทธิในการรับความช่วยเหลือ และไม่สามารถขอทบทวนภายหลังได้ตามที่กฎหมายกำหนด

ส่วนความคืบหน้าการพิจารณาคำขอ นายกองตรี ดร.ธนกฤต บอกว่า มีการพิจารณาคำขอไปแล้ว 76 ราย คิดเป็นเงินช่วยเหลือรวม 14,980,033.60 บาท ขณะที่อีก 11 รายยังอยู่ระหว่างดำเนินการ เนื่องจากเอกสารประกอบบางส่วนยังไม่ครบถ้วน รวมถึงใบรับรองแพทย์ และเอกสารส่วนตัว โดยหนึ่งในผู้ที่อยู่ระหว่างดำเนินการเป็นผู้บาดเจ็บชาวลาว ซึ่งยังต้องได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ได้ประสานไปยังกระทรวงยุติธรรมและกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพแล้ว โดยคาดว่าจะมีความคืบหน้าเรื่องเงินช่วยเหลือในสัปดาห์หน้า

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สร้างความกังวลให้กับกลุ่มผู้เสียหายในขณะนี้ คือกระแสข่าวเกี่ยวกับการรื้อถอนอาคารโรงเบียร์ที่เกิดเหตุ นายกองตรี ดร.ธนกฤต จึงเรียกร้องให้ นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พิจารณาชะลอการรื้อถอนออกไปก่อน เนื่องจากคดียังอยู่ในกระบวนการตรวจสอบ และผู้เสียหายยังมีข้อสงสัยหลายประเด็นที่ต้องได้รับคำตอบ หากรื้อถอนอาคารไปก่อน อาจทำให้การตรวจสอบข้อเท็จจริงหรือการรวบรวมพยานหลักฐานในภายหลังทำได้ยากขึ้น

นอกจากนี้ นายกองตรี ดร.ธนกฤต ยังระบุว่า จนถึงขณะนี้ญาติผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บยังไม่ได้รับการเยียวยาจากผู้ประกอบการอย่างเหมาะสม โดยได้รับเพียงเงินช่วยเหลือเบื้องต้นรายละ 10,000 บาท และบางรายยังไม่ได้รับเงินดังกล่าว พร้อมเรียกร้องให้ผู้ประกอบการออกมาแสดงความรับผิดชอบให้ชัดเจน ไม่ควรใช้คำว่าเป็นการช่วยเหลือเบื้องต้นต่อไป เนื่องจากเหตุการณ์ผ่านมาระยะหนึ่งแล้ว และหลายครอบครัวต้องแบกรับความสูญเสียทั้งด้านร่างกาย จิตใจ และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น

นายกองตรี ดร.ธนกฤต ยังเรียกร้องให้กรุงเทพมหานครเร่งชี้แจงความคืบหน้าการตรวจสอบเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตให้เปิดสถานบริการ รวมถึงการตรวจสอบอาคารและการก่อสร้าง ว่ามีหน่วยงานหรือเจ้าหน้าที่รายใดรับผิดชอบ และผลการตรวจสอบเป็นอย่างไร เพราะจนถึงขณะนี้ครอบครัวยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน พร้อมตั้งคำถามถึงมาตรการกำกับดูแลความปลอดภัยของสถานบริการว่า มีการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพียงพอหรือไม่ และจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดเหตุลักษณะเดียวกันซ้ำอีกอย่างไร

ทั้งนี้ นายกองตรี ดร.ธนกฤต ย้ำว่า แม้การเพิ่มความเข้มงวดด้านความปลอดภัยอาจส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการหรือเศรษฐกิจบางส่วน แต่ความปลอดภัยในชีวิตของประชาชนต้องได้รับความสำคัญเป็นอันดับแรก เพราะผู้เสียชีวิตทั้ง 41 รายเข้าไปใช้บริการเพื่อพักผ่อน โดยเชื่อว่าสถานที่ที่เปิดให้บริการแก่ประชาชนควรมีมาตรฐานความปลอดภัยที่เหมาะสม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบให้มั่นใจว่าประชาชนสามารถใช้บริการได้อย่างปลอดภัย

พร้อมเรียกร้องให้ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเร่งสรุปผลการตรวจสอบและระบุผู้ที่ต้องรับผิดชอบ ไม่ควรปล่อยให้เรื่องเงียบหายไปหรือกลายเป็นเพียงบทเรียนหลังเกิดโศกนาฏกรรม เพราะความสูญเสียที่เกิดขึ้นไม่สามารถเรียกคืนได้ และครอบครัวผู้เสียชีวิตยังต้องการคำตอบว่าความผิดพลาดเกิดขึ้นจากส่วนใด รวมถึงต้องการเห็นมาตรการแก้ไขที่เป็นรูปธรรม

สำหรับแนวทางดำเนินการต่อไป นายกองตรี ดร.ธนกฤต เปิดเผยว่า ได้ประสานกับนายกสภาทนายความแล้ว เตรียมนำผู้เสียหายทั้งหมดเข้าหารือเพื่อพิจารณาดำเนินคดีกับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่อาจมีส่วนรับผิดชอบ โดยจะมีทีมงานและฝ่ายกฎหมายเข้าช่วยเหลือในการรวบรวมข้อมูลและประสานงาน เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย

ด้าน น.ส.จันสุดา ตันลา มารดาของนายฐิติวัฒน์ แก้วกันหา หรือ “ดิน ทศกัณฐ์” นักร้องนำวงทศกัณฐ์ ซึ่งเสียชีวิตจากเหตุการณ์ดังกล่าว กล่าวว่า ครอบครัวยังคงติดตามความคืบหน้าจากผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่ตำรวจ แต่จนถึงขณะนี้ยังไม่ได้รับคำชี้แจงที่ชัดเจน โดยสิ่งแรกที่ครอบครัวต้องการคือการแสดงความรับผิดชอบและคำขอโทษต่อผู้สูญเสียและผู้บาดเจ็บ

น.ส.จันสุดา กล่าวว่า ที่ผ่านมา ครอบครัวพยายามติดต่อหน่วยงานราชการและผู้ประกอบการเพื่อขอเข้าพบและสอบถามความคืบหน้า แต่ยังไม่ได้รับคำตอบที่ชัดเจน ขณะที่การประสานผ่านทนายความของผู้ประกอบการได้รับคำชี้แจงว่า ต้องรอคำตอบจากเจ้าของกิจการ ทำให้ครอบครัวยังคงต้องรอ ทั้งที่เหตุการณ์ผ่านมาประมาณ 3 เดือนแล้ว

ส่วนกรณีเจ้าของกิจการซึ่งได้รับบาดเจ็บและอยู่ระหว่างการรักษาตัวนั้น น.ส.จันสุดา ระบุว่า จากข้อมูลที่ครอบครัวได้รับทราบ เจ้าของกิจการได้ใช้สิทธิประกันตัวแล้ว แต่ยังคงรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาล โดยครอบครัวต้องการให้เจ้าของกิจการออกมาแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น สิ่งแรกที่ต้องการคือการกล่าวขอโทษครอบครัวผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บ และสังคม พร้อมย้ำว่า แม้ไม่มีใครต้องการให้เกิดอุบัติเหตุ แต่ต้องตรวจสอบว่าเหตุการณ์เกิดจากความประมาทหรือข้อบกพร่องด้านความปลอดภัยหรือไม่ รวมถึงเจ้าหน้าที่รัฐที่มีหน้าที่ตรวจสอบและกำกับดูแลสถานประกอบการได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างครบถ้วนหรือไม่

น.ส.จันสุดา ยังเปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 11 ตุลาคมที่ผ่านมา กลุ่มญาติได้ประสานผ่านทนายความขออนุญาตเข้าไปตรวจดูสถานที่เกิดเหตุ โดยพบประเด็นที่ตั้งข้อสงสัยเกี่ยวกับลักษณะประตูทางเข้าออก ซึ่งระบุว่าเป็นประตูบานเลื่อนไม้อัดแบบทึบ รวมถึงขนาดและการจัดวางพื้นที่ภายในอาคารที่ครอบครัวมองว่าอาจไม่เหมาะสมกับจำนวนลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังบนเพจของร้าน ครอบครัวพบว่ามีลูกค้าเข้าใช้บริการคืนละประมาณ 500–600 คน จึงตั้งคำถามว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเคยตรวจสอบจำนวนผู้ใช้บริการให้สอดคล้องกับขนาดพื้นที่และมาตรฐานความปลอดภัยหรือไม่ และมีการกำกับดูแลทางเข้าออกกับเส้นทางอพยพเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินอย่างเพียงพอหรือไม่

อีกหนึ่งจุดที่สร้างความสะเทือนใจให้กับครอบครัว คือบริเวณห้องน้ำและทางออกด้านหลัง ซึ่ง น.ส.จันสุดา ระบุว่า พบลักษณะร่องรอยบนผนัง พื้น และบริเวณต่างๆ ที่ทำให้เชื่อว่าผู้ประสบเหตุอาจพยายามตะเกียกตะกายหาทางหนีเอาชีวิตรอด แต่ไม่สามารถออกมาได้ โดยน.ส.จันสุดา ระบุว่า ประตูทางออกบริเวณดังกล่าวมีความกว้างประมาณ 75 เซนติเมตร และยังมีโต๊ะตั้งอยู่ใกล้ทางออก 2 ตัว จึงต้องการให้หน่วยงานที่มีอำนาจตรวจสอบว่าการออกแบบและการจัดวางสิ่งของภายในสถานที่เป็นไปตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยหรือไม่

น.ส.จันสุดา กล่าวด้วยว่า สิ่งที่ทำให้ครอบครัวเจ็บปวดคือ ผู้เสียชีวิตและผู้บาดเจ็บไม่ได้มีเพียงลูกค้าทั่วไป แต่ยังมีนักดนตรี พนักงานเสิร์ฟ และเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย ซึ่งต่างเข้าไปทำงานหรือใช้บริการตามปกติ ทุกคนมีหน้าที่และอนาคตของตัวเอง แต่กลับต้องได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ จึงต้องการให้ตรวจสอบการเลือกใช้วัสดุภายในอาคารและมาตรการป้องกันอัคคีภัยอย่างละเอียด โดยเฉพาะข้อสงสัยเกี่ยวกับวัสดุที่อาจติดไฟได้ง่าย และการกำกับดูแลของหน่วยงานรัฐ

สำหรับประเด็นประตูทางเข้าด้านหน้า น.ส.จันสุดา บอกว่า ได้รับข้อมูลจากเพื่อนนักดนตรีของลูกชาย ซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ว่า ในวันเกิดเหตุมีประตูด้านหน้า 2 บาน แต่เปิดใช้งานเพียงบานเดียว ส่วนอีกบานไม่ได้เปิดในช่วงแรก และมีการเปิดภายหลังเกิดเพลิงไหม้แล้ว โดยเชื่อว่าหากทางออกสามารถใช้งานได้ตั้งแต่ต้นอาจช่วยให้ผู้ที่อยู่ใกล้ประตูมีโอกาสหนีออกมาได้มากขึ้น

น.ส.จันสุดา กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ทราบว่าจะสามารถต่อสู้เรียกร้องความเป็นธรรมได้นานเพียงใด แต่จะพยายามดำเนินการต่อไปเพื่อทวงความเป็นธรรมให้ลูกชายและผู้เสียชีวิตรายอื่น เพราะไม่ต้องการให้ความสูญเสียครั้งนี้ถูกปล่อยผ่าน โดยเรียกร้องให้ผู้ประกอบการและเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องออกมาชี้แจงข้อเท็จจริง แสดงความรับผิดชอบ และเร่งตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยอย่างจริงจัง เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมลักษณะเดียวกันซ้ำอีก

ขณะที่นายกนกพล สังสัมพันธ์ ซึ่งเป็นการ์ดของร้านที่ได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ เล่าว่า ในคืนเกิดเหตุตัวเองทำหน้าที่ตรวจบัตรบริเวณด้านหน้าร้าน เมื่อเห็นเหตุการณ์และมีควันไฟเกิดขึ้น ได้วิ่งเข้าไปด้านในเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยตามหน้าที่ แต่ตัวเองก็ได้รับผลกระทบจากควันไฟเช่นกัน

ส่วนประตูด้านหลังร้าน ซึ่งเป็นทางที่นักร้องใช้เข้าออกในบางช่วงเวลา นายกนกพล บอกว่า ลูกบิดประตูชำรุดมานานแล้ว ตั้งแต่เริ่มทำงานที่ร้านเมื่อเกือบ 2 ปีก่อน อย่างไรก็ตาม ประตูยังสามารถเปิดได้ แต่ช่องเปิดไม่ได้กว้างมากนัก โดยตลอดระยะเวลาที่ทำงานอยู่ภายในร้าน ไม่เคยพบเหตุเพลิงไหม้มาก่อน และไม่เคยมีการฝึกซ้อมรับมือเหตุฉุกเฉินหรือซ้อมอพยพหนีไฟอย่างเป็นทางการ