ยอดตายสะสมทะลุหมื่น! เปิดคำถามถึงหน่วยงานรัฐ งบประมาณมหาศาล แต่เหตุใดถนนไทยยังคร่าชีวิตประชาชนไม่เว้นวัน หรือปัญหาแท้จริงอยู่ที่ผู้ใช้รถใช้ถนนขาดวินัย?

16 ตุลาคม 2569 — ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทยยังคงน่าวิตก หลังศูนย์ข้อมูลอุบัติเหตุ ThaiRSC เปิดเผยสถิติประจำวันที่ 15 ตุลาคม 2569 พบผู้เสียชีวิตถึง 50 ราย บาดเจ็บอีก 2,389 คน ขณะที่ยอดสะสมตั้งแต่ต้นปี 2569 มีผู้เสียชีวิตแล้ว 10,169 ราย และบาดเจ็บสะสมสูงถึง 720,012 คน ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนวิกฤตความปลอดภัยทางถนนที่ยังไม่สามารถคลี่คลายได้อย่างเป็นรูปธรรม
ข้อมูลจำแนกผู้เสียชีวิตพบว่า เป็นชาย 40 ราย หญิง 10 ราย แบ่งเป็นเด็กอายุไม่เกิน 15 ปี จำนวน 3 ราย และผู้ใหญ่อีก 47 ราย โดยผู้เสียชีวิตเป็นคนไทย 49 ราย และชาวต่างชาติ 1 ราย ที่น่าตกใจคือ ผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์สูงถึง 44 ราย จากทั้งหมด 50 ราย คิดเป็นร้อยละ 88 ส่วนรถยนต์มีผู้เสียชีวิต 6 ราย สะท้อนให้เห็นว่าผู้ใช้รถจักรยานยนต์ยังเป็นกลุ่มที่เผชิญความเสี่ยงรุนแรงบนท้องถนน
เมื่อพิจารณาสถานะผู้เสียชีวิต พบว่าเป็นผู้ขับขี่ 41 ราย และผู้โดยสาร 9 ราย ขณะที่จังหวัดชลบุรีเป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตสูงสุดตามข้อมูลประจำวันที่รายงาน
คำถามสำคัญที่สังคมต้องการคำตอบคือ ประเทศไทยปล่อยให้ประชาชนเสียชีวิตบนท้องถนนในระดับนี้ต่อไปได้อย่างไร?
ผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์กล่าวว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา หน่วยงานภาครัฐต่างประกาศนโยบายลดอุบัติเหตุ จัดตั้งศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน รณรงค์สวมหมวกนิรภัย เมาไม่ขับ และขับรถตามกฎจราจร แต่เมื่อพิจารณาตัวเลขผู้เสียชีวิตที่ยังเกิดขึ้นทุกวัน ย่อมต้องตั้งคำถามถึงประสิทธิภาพของมาตรการเหล่านั้น
งบประมาณที่ใช้ไปสร้างความปลอดภัยให้ประชาชนได้มากน้อยเพียงใด? มาตรการป้องกันอุบัติเหตุถูกดำเนินการอย่างต่อเนื่องจริงหรือไม่? และมีหน่วยงานใดรับผิดชอบต่อผลลัพธ์ที่ไม่เป็นไปตามเป้าหมายอย่างชัดเจน?
การรณรงค์เพียงช่วงเทศกาลสงกรานต์หรือปีใหม่ แล้วปล่อยให้การบังคับใช้กฎหมายหย่อนยานในวันปกติ ไม่อาจเป็นคำตอบของปัญหาที่เกิดขึ้นตลอด 365 วัน
อย่างไรก็ตาม จะโยนความผิดให้หน่วยงานรัฐเพียงฝ่ายเดียวก็คงไม่เป็นธรรม เพราะอีกด้านหนึ่ง พฤติกรรมของผู้ใช้รถใช้ถนนเองก็เป็นปัจจัยสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นการขับรถเร็วเกินกำหนด ฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจร เมาแล้วขับ ไม่สวมหมวกนิรภัย หรือขับขี่โดยขาดความระมัดระวัง
แต่ปัญหาที่ต้องตรวจสอบให้ลึกกว่านั้นคือ เหตุใดพฤติกรรมเสี่ยงเหล่านี้จึงยังเกิดขึ้นซ้ำซาก ทั้งที่ประเทศไทยมีกฎหมายและหน่วยงานรับผิดชอบอยู่แล้ว
หากการบังคับใช้กฎหมายจริงจัง ผู้กระทำผิดย่อมต้องตระหนักถึงผลของการฝ่าฝืน หากถนนมีมาตรฐาน จุดเสี่ยงได้รับการแก้ไข และระบบตรวจสอบความปลอดภัยมีประสิทธิภาพ โอกาสเกิดอุบัติเหตุและความรุนแรงของการบาดเจ็บก็ควรลดลง
ตัวเลขผู้เสียชีวิต 50 ราย ไม่ใช่เพียงสถิติบนกระดาษ แต่หมายถึง 50 ครอบครัวที่ต้องสูญเสียคนรักภายในวันเดียว ส่วนผู้บาดเจ็บอีก 2,389 คน บางรายอาจต้องเผชิญความพิการ สูญเสียรายได้ หรือกลายเป็นภาระของครอบครัวไปตลอดชีวิต
ถึงเวลาแล้วที่รัฐบาล กระทรวงคมนาคม สำนักงานตำรวจแห่งชาติ กรมทางหลวง กรมการขนส่งทางบก และหน่วยงานท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ต้องร่วมกันทบทวนมาตรการป้องกันอุบัติเหตุอย่างจริงจัง พร้อมเปิดเผยผลการดำเนินงาน งบประมาณ และตัวชี้วัดความสำเร็จให้ประชาชนตรวจสอบได้
การแก้ปัญหาต้องไม่จบเพียงการแถลงข่าวหลังเกิดเหตุ แต่ต้องเริ่มตั้งแต่การแก้ไขจุดเสี่ยง การบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาค การควบคุมพฤติกรรมเสี่ยง และการสร้างวินัยจราจรอย่างต่อเนื่อง
อย่าให้คำว่า “ลดอุบัติเหตุทางถนน” กลายเป็นเพียงคำขวัญที่ติดอยู่บนป้ายรณรงค์ ขณะที่จำนวนผู้เสียชีวิตยังเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จของหน่วยงานรัฐไม่ควรวัดจากจำนวนครั้งที่จัดประชุม จำนวนป้ายประชาสัมพันธ์ หรือจำนวนงบประมาณที่เบิกจ่าย แต่ต้องวัดจากจำนวนชีวิตที่สามารถรักษาไว้ได้จริง ถนนไม่ควรเป็นสถานที่ที่ประชาชนต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงดวง และความตายจากอุบัติเหตุไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องธรรมดาของสังคมไทย!
วันนี้คำถามจึงไม่ได้อยู่เพียงว่า “ผู้ใช้ถนนขาดวินัยหรือไม่” แต่อยู่ที่ว่า “หน่วยงานรัฐจริงจังกับการรักษาชีวิตประชาชนมากเพียงใด?” หากยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจน วงจรอุบัติเหตุซ้ำซากก็อาจดำเนินต่อไป พร้อมกับชีวิตประชาชนที่ต้องสูญเสียโดยไม่จำเป็น
แหล่งอ้างอิงข้อมูล
https://www.thairsc.com/

