เครื่องฉายรังสีเสีย…แต่คนป่วยมะเร็งรอไม่ได้! งบประมาณมหาศาล แล้วใครรับผิดชอบความทุกข์ของประชาชน?

“เครื่องจักรเสียยังซ่อมได้ แต่เวลาชีวิตของผู้ป่วยมะเร็งที่สูญเสียไป ใครจะซ่อมคืนให้เขาได้? อย่าให้คำว่า ‘เครื่องเสีย’ กลายเป็นข้ออ้างธรรมดา ในวันที่ประชาชนกำลังต่อสู้กับความตาย!”
พยัคฆ์น้อย ๑๐๙ มีเรื่องหนึ่งที่ได้ฟังมาแล้วทั้งเจ็บปวด ทั้งหงุดหงิด และอดตั้งคำถามถึงมาตรฐานการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขไทยไม่ได้ เรื่องเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคมะเร็ง ซึ่งมีกำหนดเข้ารับการฉายรังสีตามแผนการรักษา โรงพยาบาลเฉพาะทางมะเร็งกรุงเทพขนาดเล็ก แต่แล้วการรักษาที่ควรดำเนินไปตามกำหนดกลับต้องสะดุด!
เครื่องฉายรังสีเกิดขัดข้อง ต้องใช้เวลาซ่อมประมาณ 3 ชั่วโมง ผู้ป่วยจึงไม่ได้รับการฉายรังสีตามนัด และต้องเลื่อนการรักษาออกไปเป็นวันรุ่งขึ้น ฟังดูเหมือนเรื่องเล็กสำหรับคนที่ไม่ได้เจ็บป่วย! เครื่องเสียก็ซ่อมสิ!วันนี้ไม่ได้ฉาย พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่!
แต่ขอโทษเถอะครับ…นี่ไม่ใช่การนัดเปลี่ยนยางรถยนต์ ไม่ใช่การนัดซ่อมเครื่องปรับอากาศ และไม่ใช่การไปรอรับบริการทั่วไป! นี่คือการรักษาโรคมะเร็ง! โรคที่ผู้ป่วยจำนวนมากต้องต่อสู้ทั้งกับความเจ็บป่วย ความหวาดกลัว ค่าใช้จ่าย และความไม่แน่นอนของชีวิต!
ผู้ป่วยบางคนต้องนั่งรถมาไกล บางคนต้องให้ลูกหลานลางานพามา บางคนต้องเช่ารถ บางคนต้องใช้เงินเก็บก้อนสุดท้ายเป็นค่าเดินทาง บางคนร่างกายอ่อนแรงจนแทบเดินไม่ไหว แต่ก็ยังฝืนสังขารเดินทางมาตามนัด เพราะเชื่อมั่นว่าการรักษาจะช่วยต่อชีวิตให้ตนเอง
แล้วสุดท้ายได้รับคำตอบว่า…
“วันนี้เครื่องเสีย กลับบ้านก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาใหม่!”ถามหน่อยเถอะครับ! แล้วค่าเดินทางใครจ่าย? ค่าอาหารใครรับผิดชอบ? เวลาทำงานที่ลูกหลานต้องสูญเสีย ใครชดเชย? ความเหนื่อยล้าของคนป่วย ใครมองเห็น?และที่สำคัญที่สุด ความวิตกกังวลของผู้ป่วยที่กลัวว่าการรักษาจะไม่ต่อเนื่อง ใครจะเป็นคนอธิบายให้เขาสบายใจ?
นี่แหละครับ ความทุกข์ของชาวบ้านที่คนอยู่หลังโต๊ะทำงานอาจไม่เคยสัมผัส! งบประมาณมีมหาศาล แต่ระบบสำรองอยู่ตรงไหน? ประเทศไทยทุ่มงบประมาณด้านสาธารณสุขปีละหลายแสนล้านบาท มีทั้งงบลงทุน งบจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ งบซ่อมบำรุง และงบพัฒนาระบบบริการสุขภาพ
เครื่องฉายรังสีเป็นเครื่องมือแพทย์ที่มีมูลค่าสูง ต้องอาศัยเทคโนโลยีซับซ้อน และจำเป็นต้องมีการตรวจสอบความปลอดภัยอย่างเข้มงวด แน่นอนว่าเครื่องมือทุกชนิดมีโอกาสชำรุดเสียหายได้ ไม่มีใครปฏิเสธความจริงข้อนี้! แต่คำถามคือ เมื่อเครื่องเสีย ระบบบริหารจัดการพร้อมรับมือมากน้อยเพียงใด? มีแผนบำรุงรักษาเชิงป้องกันหรือไม่? มีการประเมินความเสี่ยงและแผนรองรับผู้ป่วยที่ต้องเลื่อนการรักษาหรือไม่?
มีเครื่องสำรองหรือเครือข่ายสถานพยาบาลที่สามารถรับช่วงการรักษาได้หรือไม่? มีเจ้าหน้าที่แจ้งเตือนผู้ป่วยก่อนเดินทางหรือไม่ หากทราบปัญหาล่วงหน้า?
และเมื่อเกิดเหตุขึ้นจริง มีมาตรการบรรเทาความเดือดร้อนให้ผู้ป่วยอย่างไร?
คำถามเหล่านี้ไม่ได้มีไว้กล่าวหาว่าโรงพยาบาลละเลยการบำรุงรักษา เพราะยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะสรุปเช่นนั้น แต่เป็นคำถามที่ผู้บริหารสถานพยาบาลและหน่วยงานกำกับดูแลควรตอบให้ชัดเจน
อย่าปล่อยให้ประชาชนต้องรับภาระจากความขัดข้องของระบบเพียงฝ่ายเดียว! ถนนพัง ไฟดับ น้ำไม่ไหล เครื่องมือแพทย์เสีย…ทำไมประชาชนต้องเป็นฝ่ายอดทนอยู่เสมอ?
ลองมองไปรอบตัวสิครับ! ถนนชำรุด ประชาชนต้องทนขับรถหลบหลุมบ่อ ท่อประปาแตก น้ำไม่ไหล ชาวบ้านต้องหาภาชนะกักเก็บน้ำกันเอง ไฟฟ้าขัดข้อง ร้านค้าขาดรายได้ ประชาชนต้องอดทนรอ รถโดยสารเสีย ผู้โดยสารต้องเสียเวลาหาทางเดินทางต่อ
โรงพยาบาลเครื่องมือขัดข้อง ผู้ป่วยต้องกลับบ้านแล้วมาใหม่ แต่ละกรณีมีสาเหตุแตกต่างกัน บางเหตุการณ์หลีกเลี่ยงไม่ได้ บางเหตุการณ์อาจเกิดจากการบริหารจัดการที่บกพร่อง สิ่งที่เหมือนกันคือ ประชาชนมักเป็นผู้แบกรับต้นทุนจากบริการที่สะดุดก่อนใครเสมอ
เมื่อหน่วยงานจัดซื้อจัดจ้าง ใช้งบประมาณ และบริหารทรัพยากร ย่อมต้องมีหน้าที่รับผิดชอบต่อคุณภาพบริการ ไม่ใช่เพียงรายงานว่าใช้งบประมาณไปเท่าไร จัดซื้อเครื่องมือกี่เครื่อง หรือสร้างอาคารเสร็จกี่หลัง
เพราะประชาชนไม่ได้กินตัวเลขงบประมาณเป็นอาหาร! ไม่ได้ใช้รายงานผลการดำเนินงานแทนค่ารถ! และไม่ได้ใช้คำชี้แจงสวยหรูรักษาโรคมะเร็ง! ความสำเร็จของระบบสาธารณสุขต้องวัดจากการที่ผู้ป่วยได้รับบริการอย่างปลอดภัย ต่อเนื่อง และมีศักดิ์ศรี ไม่ใช่วัดจากความสวยงามของรายงานประจำปี!
คนป่วยไม่ใช่ตัวเลขในแฟ้ม ไม่ใช่บัตรคิวที่เลื่อนไปวันไหนก็ได้!การฉายรังสีรักษามะเร็งต้องอาศัยการวางแผนอย่างละเอียด ทั้งจำนวนครั้ง ปริมาณรังสี และช่วงเวลาการรักษา
การเลื่อนฉายรังสีหนึ่งวันไม่ได้หมายความว่าจะเกิดอันตรายร้ายแรงกับผู้ป่วยทุกราย เพราะผลกระทบขึ้นอยู่กับชนิดมะเร็ง ระยะโรค และแผนการรักษาของแพทย์ แต่การเลื่อนรักษาควรมีคำอธิบายทางการแพทย์ มีการจัดตารางชดเชยที่เหมาะสม และมีการสื่อสารกับผู้ป่วยอย่างชัดเจนไม่ใช่ปล่อยให้ผู้ป่วยกลับบ้านไปพร้อมความสงสัยว่า…พรุ่งนี้เครื่องจะเสียอีกหรือเปล่า? ต้องเสียค่าเดินทางอีกกี่รอบ?การรักษาจะเสร็จตามกำหนดหรือไม่?
คำถามเหล่านี้อาจเป็นเพียงเรื่องเล็กในสายตาผู้บริหาร แต่สำหรับผู้ป่วยมะเร็ง มันคือความเครียดที่ซ้ำเติมความเจ็บป่วยอยู่แล้วยิ่งเป็นผู้สูงอายุ ผู้มีรายได้น้อย หรือผู้ป่วยที่ต้องเดินทางจากต่างจังหวัด ความเดือดร้อนยิ่งทวีคูณ
อย่าเอาความอดทนของคนป่วยมาเป็นเครื่องมือรองรับความไม่พร้อมของระบบ! ถึงเวลาที่ผู้บริหารต้องลงมารับรู้ความทุกข์ ไม่ใช่รอฟังแต่รายงานจากลูกน้อง! เรื่องนี้ควรเป็นสัญญาณเตือนให้ผู้บริหารสถานพยาบาล รวมถึงหน่วยงานที่มีหน้าที่กำกับมาตรฐานบริการสุขภาพ หันกลับมาทบทวนระบบรับมือเหตุขัดข้องของเครื่องมือแพทย์สำคัญ
ต้องตอบให้ได้ว่าเหตุขัดข้องเกิดจากอะไร เป็นเหตุสุดวิสัยหรือมีสัญญาณเตือนมาก่อน การบำรุงรักษาเป็นไปตามมาตรฐานหรือไม่ และมีผู้ป่วยได้รับผลกระทบกี่ราย
หากพบว่ามีข้อบกพร่องในการบริหารจัดการ ก็ต้องแก้ไขและรับผิดชอบตามข้อเท็จจริง หากเป็นเหตุสุดวิสัย ก็ต้องชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา พร้อมแสดงให้เห็นว่ามีมาตรการลดความเดือดร้อนของผู้ป่วยอย่างจริงจัง
ที่สำคัญ ไม่ควรผลักภาระไปให้แพทย์ พยาบาล หรือนักรังสีการแพทย์ที่อยู่หน้างานเพียงลำพัง เพราะบุคลากรเหล่านี้อาจเป็นผู้ที่ต้องเผชิญความกดดันจากผู้ป่วยทั้งที่ไม่ได้เป็นผู้กำหนดงบประมาณหรือระบบสำรอง
คนที่มีอำนาจตัดสินใจ ต้องมีความรับผิดชอบต่อปัญหาที่เกิดขึ้นด้วย!
และขอฝากถึงผู้กำหนดนโยบายสาธารณสุขว่า การเพิ่มจำนวนเครื่องมือแพทย์เป็นเรื่องสำคัญ แต่การดูแลให้เครื่องมือเหล่านั้นพร้อมใช้งาน และมีแผนรองรับเมื่อเกิดเหตุขัดข้อง สำคัญไม่แพ้กัน
เครื่องมือแพทย์ราคาแพงเพียงใดก็ไร้ความหมาย หากถึงเวลาที่ประชาชนจำเป็นต้องใช้แล้วกลับไม่สามารถให้บริการได้ อย่ารอให้คนป่วยหมดแรง ก่อนระบบราชการจะเริ่มขยับ! ผู้ป่วยมะเร็งไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษเหนือใคร ไม่ได้ต้องการให้เครื่องมือแพทย์ไม่มีวันเสีย ไม่ได้ต้องการให้เจ้าหน้าที่ทำสิ่งที่เกินกำลัง
เขาเพียงต้องการระบบบริการที่มีมาตรฐาน มีความรับผิดชอบ และไม่ทอดทิ้งประชาชนในวันที่เกิดปัญหา
วันนี้เครื่องฉายรังสีเสียหนึ่งครั้ง ผู้ป่วยอาจต้องเสียเวลาครึ่งวันหรือมากกว่านั้น หากเกิดซ้ำอีกหลายครั้ง ความเดือดร้อนจะสะสมเพียงใด?
หากมีผู้ป่วยรอรับบริการหลายสิบคน ผลกระทบจะขยายไปถึงกี่ครอบครัว? และหากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมองว่าเรื่องเช่นนี้เป็นเพียงปัญหาทางเทคนิคธรรมดา ก็คงถึงเวลาต้องเปลี่ยนวิธีคิดเสียใหม่! เพราะเบื้องหลังบัตรนัดรักษาทุกใบ มีชีวิตคนหนึ่งชีวิต เบื้องหลังเก้าอี้รอทุกตัว มีครอบครัวที่กำลังฝากความหวังไว้กับแพทย์
และเบื้องหลังคำว่า “เลื่อนนัด” อาจมีทั้งน้ำตา ความเหนื่อยล้า และเงินจำนวนสุดท้ายของคนหาเช้ากินค่ำ
ฝากถึงผู้บริหารทั้งหลาย… อย่ามองเห็นแต่เครื่องมือแพทย์ที่เสีย จนมองไม่เห็นหัวใจของคนป่วยที่กำลังทุกข์!
อย่ามัวนับงบประมาณที่ใช้ไป จนลืมนับจำนวนประชาชนที่เดือดร้อน! และอย่าปล่อยให้คำว่า “ขออภัยในความไม่สะดวก” กลายเป็นคำตอบสำเร็จรูปที่ใช้ลบความรับผิดชอบทุกครั้งที่ระบบมีปัญหา! “เครื่องฉายรังสีเสีย ซ่อมสามชั่วโมงอาจกลับมาใช้ได้ แต่ความเชื่อมั่นของประชาชนที่เสียไป จะต้องใช้อีกกี่ปีจึงจะซ่อมกลับคืนมา?” จำไว้เถอะครับ…
คนป่วยมะเร็งไม่ได้มีเวลาชีวิตเหลือเฟือพอจะมานั่งรอความพร้อมของระบบราชการ! และงบประมาณที่ใช้ดูแลสุขภาพประชาชน ไม่ว่าจะผ่านหน่วยงานรัฐหรือระบบหลักประกันสุขภาพใดก็ตาม ต้องมีเป้าหมายสูงสุดเพื่อให้ประชาชนได้รับการรักษาที่มีคุณภาพ ไม่ใช่ปล่อยให้ประชาชนต้องทนรับความเดือดร้อนโดยไม่มีใครเหลียวแล
เพราะในวันที่เครื่องจักรหยุดทำงาน…ความรับผิดชอบของผู้บริหารต้องไม่หยุดตามไปด้วย


