“อนุทิน” หารือประธานาธิบดีสวิส ต่อยอดสัมพันธ์ 95 ปี เร่ง FTA ไทย–EFTA

นายกรัฐมนตรีและประธานาธิบดีสวิตเซอร์แลนด์ หารือเต็มคณะที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนแถลงร่วมผลักดันความร่วมมือด้านการค้า การลงทุน เทคโนโลยีสีเขียว และการพัฒนาทักษะแรงงาน พร้อมเร่งเดินหน้าความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA

เมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2569 นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้การต้อนรับนายกี ปาร์เมอแล็ง ประธานาธิบดีแห่งสมาพันธรัฐสวิส ซึ่งเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการในฐานะแขกของรัฐบาล ก่อนหารือข้อราชการเต็มคณะและแถลงข่าวร่วมกันที่ทำเนียบรัฐบาล

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในโอกาสครบรอบ 95 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตไทย–สวิตเซอร์แลนด์ และเป็นการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของประธานาธิบดีสวิสครั้งแรกในรอบ 22 ปี

โดยนายอนุทิน ระบุว่า ทั้งสองฝ่ายมุ่งสานต่อมิตรภาพและผลักดันความร่วมมือให้เกิดประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรม
ประเด็นสำคัญด้านแรกคือการค้าและการลงทุน โดยสวิตเซอร์แลนด์เป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดของไทยในยุโรปในปี 2568 และยังคงเป็นคู่ค้ารายใหญ่ที่สุดในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องให้เร่งเตรียมความพร้อมเพื่อให้ความตกลงการค้าเสรีไทย–EFTA มีผลบังคับใช้โดยเร็ว พร้อมส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง การผลิตขั้นสูง และเทคโนโลยี รวมถึงการถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาห่วงโซ่อุปทาน

ด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งสองประเทศจะต่อยอดความร่วมมือภายใต้ข้อ 6 ของความตกลงปารีส โดยโครงการรถโดยสารไฟฟ้าในกรุงเทพฯ มีรถโดยสารไฟฟ้าให้บริการแล้วประมาณ 2,000 คัน ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษทางอากาศ ขณะที่มูลนิธิ KliK คาดว่าจะจัดซื้อคาร์บอนเครดิตจากโครงการด้านสภาพภูมิอากาศใหม่ในไทย มูลค่าประมาณ 120 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับการอนุมัติที่เกี่ยวข้องของทั้งสองรัฐบาล

นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายหารือการขยายความร่วมมือด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ผ่านการวิจัยร่วมระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคธุรกิจ ตลอดจนการพัฒนาทักษะและการฝึกอบรมวิชาชีพ เพื่อเตรียมแรงงานไทยรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นายอนุทินและประธานาธิบดีปาร์เมอแล็ง ยังแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ระดับภูมิภาคและระดับโลก รวมถึงแนวทางรับมือแก๊งหลอกลวงออนไลน์และการเคลื่อนย้ายเงินทุนผิดกฎหมาย โดยทั้งสองฝ่ายแสดงความเชื่อมั่นว่าการเยือนครั้งนี้จะช่วยยกระดับความสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืนยิ่งขึ้นต่อไป