“ผบ.สำราญ”ติวเข้ม รอง ผบ.ตร.-ผบก.เน้น 9นโยบาย มอบดาบฟัน ตร.นอกแถว-มีงบให้ เร่งสปีดเดินหน้าเชิงรุก


การนั่งในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.)ยาวถึง 7 ปี เชื่อว่าสร้างความกดดันให้กับ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ไม่น้อย เพราะต้องบังคับบัญชารุ่นพี่ที่ข้ามมาถึง 7 รุ่นและบังคับบัญชารุ่นน้องที่อาจถูกตัดโอกาสผงาดนั่งเจ้าสำนักปทุมวัน


                   

ส่งผลให้ พล.ต.อ.สำราญ ค่อนข้างระมัดระวังในการบริหารจัดการเพื่อให้องค์กรตำรวจเป็นเชื่อถือของประชาชน ตามวิสัยทัศน์ที่ว่า”เป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมายที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธา”
                   
วันมอบนโยบายให้ รองผบ.ตร.-ผู้บังคับการ(ผบก.) พล.ต.อ.สำราญ เล่าถึงที่มาของวิสัยทัศน์ว่า”ผมเป็นผบ.ตร.คนแรกที่ไม่ได้กำหนดวิสัยทัศน์ แต่มี รองผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร.ร่วมกันกำหนด ก่อนที่จะมีวิสัยทัศน์และนโยบายออกมาผมไปพบรองผบ.ตร.และผู้ช่วย ผบ.ตร.เพื่อหารือร่วมกัน จะเป็นวิสัยทัศน์ที่ตำรวจต้องยึดปฏิบัติทั่วประเทศ”
           
พล.ต.อ.สำราญ ขยายความถึงวิสัยทัศน์ว่าเป็นองค์กรบังคับใช้กฎหมายอาทิ การสั่งคดีต้องถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ตามองค์ความรู้ที่เรามี ไม่ใช่สั่งฟ้องคดีทั้งร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาผมได้บอกไปว่าชาวบ้านออกจากบ้านแล้วไม่ให้เกิดเหตุได้ไหม ตำรวจต้องไปวิเคราะห์ต้องใช้ความรู้ความสามารถว่าจุดไหนเป็นจุดสำคัญว่าถ้าออกจากบ้านแล้วปลอดภัย
   
 “วางโครงสร้างการคุ้มครองเป็น 3 ระดับได้แก่พื้นที่ปฐมภูมิ(บ้านเรือน) เมื่อประชาชนแจ้งเหตุตำรวจต้องไปถึงให้ไวที่สุด หากไม่มีเหตุให้สุ่มตรวจเยี่ยม พื้นที่ทุติยภูมิ เช่นห้างสรรพสินค้า,หมู่บ้านจัดสรรให้บูรณาการร่วมกับพนักงานรักษาความปลอดภัยเอกชนมีกว่า 350,000 นาย เข้าเป็นเครือข่ายสอดส่องดูแลและพื้นที่ตติยภูมิ หรือพื้นที่สาธารณะเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบโดยตรงของตำรวจจะต้องสร้างความมั่นใจว่าประชาชนเดินทางออกจากบ้านแล้วต้องปลอดภัย”พล.ต.อ.สำราญระบุ

   นอกจากนี้ พล.ต.อ.สำราญ วางนโยบายไว้ 9 ข้อ ประกอบด้วย (1)พิทักษ์ปกป้องและเทิดทูนพระเกียรติสถาบันพระมหากษัตริย์ ถือเป็นภารกิจสูงสุด (2)ปราบปรามอาชญากรรมที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนอย่างเด็ดขาด

   (3)เพิ่มศักยภาพให้บริการและยกระดับสถานีตำรวจ ลดงานธุรการที่ไม่จำเป็น เปิดโอกาสให้หัวหน้าสถานีตำรวจสามารถวิเคราะห์ปัญหาและวางแผนการทำงานให้เหมาะสมกับพื้นที่ งานสอบสวนต้องรวดเร็ว โปร่งใสและให้บริการประชาชนด้วยความสุภาพและเป็นธรรม ในที่ประชุม พล.ต.อ.สำราญ ได้เน้นถึงความสำคัญของงานสอบสวนว่า ถ้าหัวหน้าโรงพักมุ่งงานสอบสวนเป็นอันดับแรกถือว่าเดอะเบส

   (4)ขับเคลื่อนงานด้วยหลักตำรวจชุมชนสร้างความร่วมมือระหว่างตำรวจกับประชาชน (5)ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน เน้นแก้ปัญหาเมาแล้วขับ ขับรถเร็วและไม่สวมหมวกนิรภัย เป็นต้น (6)นำเทคโนโลยีและAIขับเคลื่อนการทำงาน (7)เพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสารภายในองค์กร ลดการประชุมที่ไม่จำเป็นเพื่อให้ตำรวจมีเวลาไปปฏิบัติหน้าที่มากขึ้น (8)แก้ไขปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ และ(9)ภาวะผู้นำ ต้องเป็นแบบอย่าง ผู้บังคับบัญชาทุกระดับต้องลงพื้นที่ รับรู้ปัญหาจริง ซื่อสัตย์ โปร่งใสและให้ความธรรม

พร้อมวางหลักการผู้นำที่ดี ได้แก่ ข้อแรกให้สวัสดิการ ให้ความรู้ และผิดต้องกล้าลงโทษ เสมือนมอบดาบให้ผู้บังคับบัญชาจัดการผู้ใต้บังคับบัญชานอกแถวได้ทันที
 
ขณะเดียวกัน พล.ต.อ.สำราญ สนองนโยบายรัฐบาลที่ยกเป็นวาระแห่งชาติ ประกอบด้วย ยาเสพติด ปราบผู้ผลิต ผู้ค้า และเครือข่ายยาเสพติด ขยายผลยึดทรัพย์ ผู้เสพให้ดำเนินการตามนโยบายและกฎหมาย ข้อต่อมา เรื่องนอมินี ตรวจสอบขยายผลถึงผู้อยู่เบื้องหลัง รวมถึงเส้นทางการเงินอย่างแท้จริง ทั้งยังสั่งเดินหน้าเชิงรุก สแกมเมอร์ ตำรวจต้องรับแจ้งความทุกช่องทางและทุกท้องที่ โดยไม่ปัดภาระให้ประชาชน เร่งระงับความเสียหายโดยเร็ว เร่งปราบเครือข่ายทั้งในและต่างประเทศ ยังย้ำแถมท้ายกรณีทุจริตประพฤติมิชอบ ยกระดับภารกิจเดิมด้วยการตั้งเป็นศูนย์ต่อต้านทุจริต ดำเนินการทั้งกรณีตำรวจและผู้กระทำทุจริตโดยมีจเรตำรวจขับเคลื่อน
         
พล.ต.อ.สำราญระบุว่าช่วง 30 วันแรกได้มอบนโยบายให้ทุกหน่วยเร่งดำเนินการเรื่องที่ใช้งบประมาณน้อย แต่สร้างผลลัพธ์ได้มาก และงานที่ดำเนินการอยู่แล้วแต่ไม่ก่อประโยชน์ให้พิจารณายกเลิกหรือปรับปรุง โดยคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชนเป็นสำคัญ
     
หากวิเคราะห์ถึงวิสัยทัศน์ แนวนโยบาย 9 ข้อและการสนองตอบ 4 วาระแห่งชาติของรัฐบาล บ่งบอกได้ว่าพล.ต.อ.สำราญ มีความตั้งใจที่จะขับเคลื่อนงานอย่างเต็มที่ ทั้งให้ความสำคัญกับงานโรงพักทั้งบริการประชาชนและงานสอบสวน รวมถึงสวัสดิการด้านต่างๆที่ตำรวจพึงได้รับ และสำคัญคือกำชับให้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับลงพื้นที่จริงแทนนั่งสั่งการในห้องแอร์พร้อมกับมอบดาบให้ฟันตำรวจนอกแถวได้ทันทีเพื่อตัดปัญหาตั้งแต่ต้น

   
ดังนั้นเชื่อว่าทุกองคาพยพที่ พล.ต.อ.สำราญ วางไว้คงจะได้เห็นภาพ รอง ผบ.ตร.-ผู้ช่วย ผบ.ตร.ออกแอ็คชั่นขับเคลื่อนกันอย่างเต็มที่ เพราะนอกจากจะให้อำนาจเต็มแล้วยังมีงบลับเปให้อีกต่างหาก !!! นั่นคือ ความคาดหวังของ ผบ.ตร.ที่ต้องการเห็นทุก บช.,ทุก บก.ในทุกสังกัด แข่งกันทำงาน

หากยังเงียบเฉยไร้ผลงาน เกียร์ว่าง คงเจอมาตรการทางปกครอง นั่นคือต้องงัดคำสั่ง ตร.ที่ 1212/2537 หรือให้อ่าน กฎ ก.ตร.ใหม่ล่าสุด ที่เพิ่งออกมีผลบังคับใช้ไปเมื่อบังคับใช้ 13 ตุลาคม ที่ผ่าน ซะจะได้ เดินหน้าทำงานเชิงรุก เพื่อความผาสุกเรียกความศรัทธาจากประชาชน ดังคำกล่าว ”สุขเถิด ปวงประชา ตำรวจกล้า จะคุ้มภัย“