Thai PBS สวนกลับ สตง. ยันพนักงาน 1,300 คนไม่ได้ทำแค่ข่าว ชี้แจงมีภารกิจหลากหลาย-ถามกลับเร่งแถลงด่วนเกินไปหรือไม่

ศึกตรวจสอบงบประมาณบานปลาย เมื่อองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือไทยพีบีเอส ตั้งโต๊ะแถลงข่าวตอบโต้สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) อย่างดุเดือด ณ สำนักงานใหญ่ ถนนวิภาวดีรังสิต โดยมีนายอดิศักดิ์ ลิมปรุ่งพัฒนกิจ และนายพิเศษ จียาศักดิ์ สองรองผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ร่วมเปิดหน้าชี้แจงทุกประเด็นข้อสงสัย พร้อมเรียกร้องความเป็นมืออาชีพจากองค์กรตรวจสอบ

นายพิเศษ จียาศักดิ์ เปิดเผยว่า ไทยพีบีเอสได้ยื่นหนังสือถึงคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน (คตง.) เพื่อขอให้ตรวจสอบกระบวนการทำงานของ สตง. เนื่องจากมีการนำผลการสอบสวนที่ยังไม่ได้ข้อยุติออกมาเผยแพร่สู่สาธารณะก่อนเวลาอันควร จนสร้างความเสียหายต่อองค์กรอย่างรุนแรง แม้ไทยพีบีเอสจะมองว่าคณะกรรมการตรวจสอบชุดที่ 1 ที่ประเมินความคุ้มค่าและผลสัมฤทธิ์ทำงานได้อย่างเป็นมืออาชีพ แต่คณะกรรมการชุดที่ 2 ซึ่งดูแลเรื่องการจ้างพิธีกร ผู้ดำเนินรายการ และค่าตอบแทนแขกรับเชิญ กลับไม่มีการจัดประชุมปิดตรวจ (Exit Conference) ให้ฝั่งผู้รับตรวจได้ชี้แจง แต่กลับมีข่าวสรุปว่าไทยพีบีเอสต้องชดใช้เงินถึง 85 ล้านบาท

ส่วนคณะกรรมการชุดที่ 3 เรื่องการใช้รถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหาร ทีมตรวจสอบของ สตง. ยังตรวจสอบไม่เสร็จสิ้น แต่กลับมีการตั้งโต๊ะแถลงข่าวแล้ว พฤติกรรมเช่นนี้จึงนำมาซึ่งข้อสงสัยว่ามีความผิดปกติหรือไม่ และขอให้ สตง. ยึดมาตรฐานการตรวจสอบสากลที่ไม่เลือกปฏิบัติ มีการรักษาข้อมูลเป็นความลับ และเข้าใจจารีตประเพณีหรือบริบทของอุตสาหกรรมสื่ออย่างรอบด้านในประเด็นการปรับปรุงระบบและตัวชี้วัดภายใน

นายพิเศษและนายอดิศักดิ์ร่วมกันชี้แจงว่า ปัจจุบันไทยพีบีเอสใช้ตัวชี้วัดทางออนไลน์เข้ามาเสริมการวัดผลจาก PSI Rating เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การเข้าถึงที่กว้างขึ้น ขณะเดียวกัน การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีภายใต้โครงการ One ThaiPBS กำลังอยู่ระหว่างการบูรณาการระบบหลังบ้านของทั้ง 24 หน่วยงานภายในองค์กรเข้าด้วยกัน

นายอดิศักดิ์ ยอมรับว่าองค์กรใช้ระบบเดิมมานาน แต่ทีมบริหารชุดปัจจุบันได้ศึกษาและเตรียมแก้ไขเรียบร้อยแล้ว โดยได้รับคำแนะนำจากบริษัท KPMG ในการคัดเลือกผู้รับจ้างพัฒนาระบบ Enterprise Resource Planning (ERP) ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการต้นปี 2570 และเสร็จสิ้นภายใน 2 ปี

นอกจากนี้ยังเดินหน้าระบบจัดเก็บและสืบค้นข้อมูลเพื่อให้กลายเป็นห้องสมุดสาธารณะ ซึ่งจะใช้เวลาอีกราว 1 ปีครึ่ง รวมถึงการทำแพลตฟอร์ม AI เพื่อใช้งานร่วมกันทั้งองค์กรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานตามคำแนะนำของ สตง.

ส่วนกรณีข้อสงสัยเรื่องค่าตอบแทนแขกรับเชิญ นายพิเศษระบุว่าเป็นค่าใช้จ่ายเดินทางเฉลี่ยเพียง 1,000–2,000 บาทต่อครั้ง ซึ่งมีระเบียบและเป็นอำนาจอนุมัติของผู้อำนวยการและหน่วยงานที่รับผิดชอบตามกฎหมายวินัยการเงินการคลัง ซึ่งจากการตรวจสอบย้อนหลังไปถึงปี 2566 รวม 3 ปี ยืนยันว่าไม่มีการทุจริตหรือสร้างความเสียหายใดๆ โดยไทยพีบีเอสชี้ว่า สตง. พิจารณาเฉพาะระเบียบการเงินปี 2567 ที่ไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน โดยไม่ได้นำบทเฉพาะกาลปี 2561 มาพิจารณาประกอบ ซึ่งระเบียบดังกล่าวยังเปิดช่องให้ดำเนินการได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

สำหรับประเด็นรถยนต์ส่วนกลางของผู้บริหารนั้น ไทยพีบีเอสขอไม่ตอบคำถามเนื่องจาก สตง. ยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดทางการ

นอกจากนี้ ผู้บริหารไทยพีบีเอสยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงความไม่ชอบมาพากลของการรับฟังความคิดเห็นต่อร่าง พ.ร.บ.ไทยพีบีเอส ตามมาตรา 77 ที่พบว่า หลังจาก สตง. ตั้งโต๊ะแถลงข่าว จำนวนผู้ลงชื่อเห็นด้วยให้แก้ไขกฎหมายพุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับร่างกฎหมายอื่น

นายพิเศษเน้นย้ำว่า เงินภาษีบาป (ภาษีจัดสรรเฉพาะ) คือหลักประกันสำคัญที่มอบความเป็นอิสระในการนำเสนอข่าวตามรัฐธรรมนูญ หากตัดส่วนนี้ออกไป สื่อสาธารณะจะสูญเสียความเป็นอิสระ และส่งผลกระทบโดยตรงต่อการทำหน้าที่เป็นตัวแทนของกลุ่มคนชายขอบ กลุ่มเปราะบาง เด็ก ชาติพันธุ์ LGBTQ+ และประชาชนรากหญ้า

ขณะที่นายอดิศักดิ์ กล่าวปิดท้ายว่า ปัจจุบันภารกิจของไทยพีบีเอสขยายใหญ่กว่าสถานีโทรทัศน์ถึง 10 เท่า ทั้งการทำสื่อออนไลน์ การตรวจสอบข่าวปลอม (Fact-checking) ศูนย์รายการเด็ก บริการเฉพาะสำหรับผู้พิการ ตลอดจนการสนับสนุนผู้ผลิตรายการอิสระตามที่กฎหมายกำหนด แม้จะต้องดูแลโครงข่ายทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินอีก 63 สถานีทั่วประเทศ แต่ไทยพีบีเอสยังคงใช้บุคลากรราว 1,200 คนเท่าเดิม และดำเนินงานภายใต้งบประมาณที่ลดลงตามมูลค่าเงินจริงเหลือราว 1,500 ล้านบาทโดยไม่เคยขอเพิ่มขึ้นแต่อย่างใด