วันที่ 9 ตุลาคม 2569 เวลา 11.30 น. ที่สำนักงานอัยการสูงสุด ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด คนที่ 21 จัดกิจกรรม “อัยการสูงสุดพบสื่อมวลชน” เพื่อแถลงนโยบายและเปิดโอกาสให้สื่อมวลชนซักถามในประเด็นต่างๆ
ช่วงหนึ่งสื่อมวลชนถามคำถามอัยการสูงสุดว่า การทำงานของอัยการสูงสุดคนใหม่นี้จะปลอดการเมืองหรือไม่ โดยนายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด กล่าวว่า การทำงาน ปลอดการเมือง ผมยืนยันได้เลย หนีการเมืองไม่พ้น ผมใช้คำนี้ เป็นผู้บริหารองค์กรในหน่วยราชการ หนีการเมืองไม่พ้น ยังไงก็หนีไม่พ้นเพราะว่าการบริหารราชการแผ่นดินของเรา มี 3 ส่วน นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ซึ่ง 3 ส่วนนี้ ถ้าหากว่าท่านลองย้อนกลับไป มันเป็น 3 เสาหลัก นิติบัญญัติออกกฎ บริหารเอากฎมาบังคับใช้ และเมื่อเรากล่าวหาประชาชนเมื่อไหร่ รัฐกล่าวหาประชาชนเมื่อไหร่ ต้องให้ศาลพิจารณาว่าเขาผิดจริงหรือเปล่า กระบวนการตรงนี้ทำเพื่อคุ้มครองใคร คุ้มครองประชาชน คุ้มครองจากใคร คุ้มครองจากผู้ใช้อำนาจรัฐ
การทำงานของหน่วยราชการทุกหน่วย เมื่อถ้าหากว่าเราอยู่ภายใต้ฝ่ายบริหาร นี่ผมยังไม่พูดถึงอัยการ ยังไม่พูดถึงอัยการ การทำงานของหน่วยราชการ ก็ต้องอยู่ภายใต้คณะรัฐมนตรี ซึ่งเป็นฝ่ายบริหาร และก็ต้องดำเนินการตามนโยบายของรัฐบาล
ผมยังคิดอยู่ครับ รัฐธรรมนูญบอกว่าถ้าพนักงานอัยการ ห้ามไม่ให้พนักงานอัยการเป็นที่ปรึกษารัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรี ผมเห็นด้วย
ผมเห็นด้วย แต่ว่าควรไหม ที่อัยการสูงสุดควรจะไปนั่งเป็นที่ปรึกษาคณะรัฐมนตรี ผมคิดไปถึงขนาดนั้น เพราะว่า Law Enforcement ผมเชื่อมั่นว่าไม่มีองค์กรไหนดีกว่าอัยการ ถ้าเราเป็นที่ปรึกษา ครม. ครม.เป็น ครม.ของประเทศ เป็นฝ่ายบริหารของประเทศ ควรจะมีคนที่เป็นที่ปรึกษาที่ดี เขาเรียกว่าเป็นที่ปรึกษาในลักษณะการขับเคลื่อนประเทศ ควรไหม แต่ไม่ใช่หมายความว่าเราไปเอียงว่าเราอยู่ในพรรคไหน การเมืองไหน
แต่ในขณะเดียวกัน การเลือกตั้งแต่ละครั้ง ไม่ใช่หมายความว่าพรรคใดขึ้นมาแล้วจะอยู่พรรคนั้น เดี๋ยวนี้ก็สวิง เดี๋ยวก็เป็นภูมิใจไทย เดี๋ยวก็เป็นเพื่อไทย เดี๋ยวก็เป็นพรรคโน้นพรรคนี้
เพราะฉะนั้น นโยบายแต่ละพรรค ไม่เหมือนกันเลย เพราะฉะนั้นทิศทางการขับเคลื่อนของรัฐบาล ซึ่งนำโดยพรรคที่เป็นแกน นโยบายจะไม่ค่อยเหมือนกัน ซึ่งทางฝั่งพรรคเนี่ย ถ้าหากว่าคนเค้าสั่งการได้ เค้าก็สั่งการ สั่งการไม่ได้ เค้าก็ จะมาขอความร่วมมือ อัยการเราก็เหมือนกันตอนนี้ผมกำลังคิดอยู่ เกี่ยวกับเรื่องของ คดีบางคดีที่เหมือนกับที่ท่านว่า ผู้เสียหายก็อยากให้ลงโทษแรง อยากให้สะใจ ทำผิดเอาให้มัน สะใจหน่อย พอฟ้องไป ศาลจำคุกแต่รอการลงโทษ มันจ่ายค่าปรับ 20,000 แล้วเดินออกมาแบบองอาจ ผู้เสียหายรับไม่ค่อยได้
แต่ในขณะเดียวกัน เดิมอัยการก็ไปอุทธรณ์ว่า คดีแบบนี้ไปรอลงอาญาไม่ได้ อุทธรณ์ขอให้จำคุกไม่รอลงอาญาถามว่ามันเกินกว่าหน้าที่เราเปล่า ศาลพิพากษาแล้วว่าผิด เราฟ้องไปเพื่อให้ศาลพิพากษาว่าเขาผิด ตามที่เราฟ้อง แต่ส่วนการลงโทษ เราควรจะเข้าไปก้าวล่วงไหม เดิมเราเข้าไปก้าวล่วงอยู่ ผมเองผมยังคิดว่าไม่น่าจะเข้าไปก้าวล่วง
ถ้าหากว่าเป็นคดีนโยบายซึ่งรัฐบาลต้องการจะปราบปราม มันก็เป็นหน้าที่ของนายกฯ ทำหนังสือไปที่ประธานศาลฎีกา แล้วทำไมของอัยการต้องมาบอกอุทธรณ์ ขอให้จำคุก ไม่รอลงอาญา มันถามว่าหน้าที่เราไหม นี่กำลังคิดอยู่นะ แต่ว่า เดี๋ยวคงจะต้องขอพูดกันอีกนาน เพราะอัยการก็ความคิดเห็นต่างกันอยู่
“เพราะฉะนั้นเนี่ย ถามว่าเราจะปลอดการเมืองไหม ยังไงเรา เราหนีการเมืองไม่พ้น อย่าว่าแต่ข้าราชการพวกเราเลยครับ ประชาชนทุกคนก็หนีการเมืองไม่พ้น ที่ผมพูดในบริบทนี้ แต่ถามว่าให้การเมืองมาสั่งการชี้ซ้าย ชี้ขวา เราไหม ผมยืนยันว่าผมจะทำในสิ่งที่ทุกอย่างข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย มันต้องอยู่ในสำนวน แล้วผมเปิดให้พวกท่านดูได้” นายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด กล่าว

