วันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2569 พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้ายื่นญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจรัฐมนตรีเป็นรายบุคคล ต่อนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 151 โดยการยื่นซักฟอกครั้งนี้พุ่งเป้าไปที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยรัฐมนตรีในรัฐบาลรวมทั้งสิ้น 18 คน
ในเนื้อหาญัตติระบุถึงพฤติการณ์ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง บริหารราชการแผ่นดินผิดพลาด เอื้อประโยชน์ต่อตนเองและพวกพ้อง สร้าง “ระบอบสีน้ำเงิน” และ “ระบอบ น.หนู” ทั้งยังใช้อำนาจแทรกแซงกลไกการตรวจสอบ ทุจริตการเลือกตั้ง สส. และการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) รวมถึงปล่อยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันอย่างกว้างขวาง ปล่อยปละละเลยปัญหากลุ่มทุนเทา และบริหารเศรษฐกิจผิดพลาดจนสร้างความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างร้ายแรง
สำหรับรายชื่อรัฐมนตรีทั้ง 18 คนที่ถูกยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ พร้อมสรุปสาระสำคัญของข้อกล่าวหาตามญัตติ มีดังนี้:
นายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย) – ขาดความซื่อสัตย์สุจริต, บริหารราชการล้มเหลว, เอื้อประโยชน์กลุ่มทุนและเครือข่ายพรรคพวก, แทรกแซงกระบวนการเลือก สว. และกลไกการตรวจสอบ, วางตนเป็นหุ่นเชิดทางการเมือง
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม) – ทุจริตฉ้อฉล, ใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายเพื่อประโยชน์ส่วนตนและพวกพ้อง, วางนโยบายเพื่อนายทุน และใช้อิทธิพลแทรกแซงการเลือก สว.
นายทรงศักดิ์ ทองศรี (รองนายกรัฐมนตรี) – ไม่เคารพและปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ, ขาดความละอาย จิตใจผุพังละโมบ, สนับสนุนขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ และแทรกแซงการเลือก สว.
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง) – บริหารประเทศผิดพลาด บกพร่องอย่างร้ายแรงด้านเศรษฐกิจ, ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ปล่อยให้เกิดการทุจริต และเอื้อประโยชน์ขบวนการทุนเทา
นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ (รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.พาณิชย์) – ไร้ภาวะผู้นำ, ปล่อยปละละเลยในการแก้ไขวิกฤตค่าครองชีพ ส่งผลให้สินค้าอุปโภคบริโภคราคาสูงขึ้นกระทบการดำเนินชีวิตของประชาชน
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ (รองนายกรัฐมนตรี) – มีพฤติกรรมผลประโยชน์ทับซ้อน, ใช้อำนาจเอื้อประโยชน์พวกพ้อง ขาดธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน
พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ (รมว.กลาโหม) – มีพฤติกรรมทุจริตต่อหน้าที่, ไม่ปฏิบัติตนเป็นเยียวย่างที่ดีแก่นายทหาร, ขาดวินัย และเอื้อประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง
นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล (รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา) – บริหารราชการล้มเหลว, ทุจริตคดโกงเป็นอาจิณ, ใช้อำนาจตำแหน่งหน้าที่แทรกแซงขบวนการเลือก สว.
นายไชยชนก ชิดชอบ (รมว.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม) – ไร้ความกตัญญู, ประกอบธุรกิจบนที่ดินรัฐแบบผิดกฎหมาย, ใช้เงินภาษีและอำนาจเอื้อประโยชน์ตนเอง ครอบครัว และพวกพ้อง
นายสุชาติ ชมกลิ่น (รมว.ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม) – มีผลประโยชน์ทับซ้อน, ใช้อำนาจขัดต่อกฎหมายและรัฐธรรมนูญ, ขาดธรรมาภิบาลและความโปร่งใส
พลตำรวจโท รุทธพล เนาวรัตน์ (รมว.ยุติธรรม) – ทุจริตคอร์รัปชัน, ปฏิบัติหน้าที่สองมาตรฐาน, ทำลายหลักนิติรัฐ นิติธรรม และใช้อำนาจแทรกแซงการโยกย้ายแต่งตั้งเจ้าหน้าที่
นายนภินทร ศรีสรรพางค์ (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) – มีพฤติกรรมชั่วอย่างร้ายแรง, ได้มาซึ่งอำนาจโดยมิชอบด้วยกฎหมาย, ร่วมขบวนการโกงการเลือก สว.
นางสาวศุภมาส อิศรภักดี (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) – ทุจริตคอร์รัปชันเป็นขบวนการ, ล็อกโครงการเอื้อประโยชน์ให้กลุ่มทุนและพรรคพวกใน “ระบอบสีน้ำเงิน”
นายภราดร ปริศนานันทกุล (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) – สร้างกลโกงยึดอำนาจรัฐ, ถือศาสกปากถือศีล, ใช้อำนาจเอื้อเครือข่ายพรรคพวกและครอบครัว, โกงการเลือก สว.
นางสุขสมรวย วันทนียกุล (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) – ใช้เงินงบประมาณเพื่อประโยชน์ส่วนตน, ทุจริตการเลือกตั้ง สว. และการเลือกตั้งทั่วไป, แทรกแซงองค์กรอิสระ
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ (รมช.คมนาคม) – ทุจริตฉ้อฉล, ใช้อำนาจขัดต่อกฎหมาย, มีผลประโยชน์ทับซ้อน และสมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ
นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ (รมช.มหาดไทย) – ขาดภาวะผู้นำและความโปร่งใส, ปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริต, ใช้อำนาจเครือข่ายพรรคพวกแทรกแซงการเลือก สว.
นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (รมช.มหาดไทย) – สมรู้ร่วมคิดในขบวนการทุจริตอย่างเป็นระบบ, แสวงหาประโยชน์บนความทุกข์ของประชาชนช่วงวิกฤต, ร่วมโกงการเลือก สว.
พรรคร่วมฝ่ายค้านเน้นย้ำในบทสรุปของญัตติว่า ผลจากการบริหารราชการแผ่นดินที่ล้มเหลว ไร้ความรู้ความสามารถ และขาดความซื่อสัตย์สุจริตของรัฐมนตรีทั้ง 18 คน ได้ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศชาติอย่างใหญ่หลวง หากปล่อยให้บริหารราชการแผ่นดินต่อไปจะนำมาซึ่งความเสียหายที่ยากจะแก้ไขเยียวยาได้ จึงขอให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรโปรดบรรจุญัตตินี้เข้าสู่ที่ประชุมสภาฯ เพื่อพิจารณาโดยด่วน
นายณัฐพงษ์ กล่าวถึงข้อกล่าวหาหลักในการอภิปรายครั้งนี้ว่า ฝ่ายค้านต้องการเปิดแผลและทำลาย “ระบอบสีน้ำเงิน” ซึ่งกำลังแผ่อิทธิพลและกินรวบประเทศอยู่ในขณะนี้ โดยมองว่าระบอบดังกล่าวถือเป็นศัตรูและเป็นอาชญากรรมต่อระบอบประชาธิปไตยอย่างชัดเจน
”ระบอบสีน้ำเงินไม่ได้ใช้อำนาจเฉพาะในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น แต่ยังขยายอิทธิพลครอบงำไปถึงสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ตลอดจนกลไกการถ่วงดุลและตรวจสอบต่างๆ เช่น องค์กรอิสระ ซึ่งถือเป็นการบ่อนทำลายโครงสร้างประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง” ผู้นำฝ่ายค้านกล่าว
ผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับเนื้อหาที่จะใช้อภิปรายไม่ไว้วางใจจะครอบคลุมทุกมิติความผิดพลาดและการทุจริต ไม่ว่าจะเป็นกรณีข้อสงสัยเกี่ยวกับการฮั้วเลือก สว., การทุจริตในการสอบบรรจุข้าราชการท้องถิ่น, ตลอดจนความล้มเหลวในการบริหารจัดการวิกฤตความเดือดร้อนของประชาชน โดยเฉพาะการรับมือและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติน้ำท่วม ซึ่งทั้งหมดล้วนถูกบรรจุไว้ในกรอบการซักฟอกครั้งนี้อย่างเข้มข้น

