กมธ.สธ. ถกปัญหา“บุหรี่ไฟฟ้า” “สกลธี” แฉช่องโหว่ กม.ทำ ตร.อึดอัด-รัฐสูญภาษี เสนอสภาตั้ง กมธ.ศึกษา ก่อนคลอดกฎหมายคุมเข้ม แนะใช้โมเดลอังกฤษ-นิวซีแลนด์ กันเด็กเข้าถึง

สกลธี ภัททิยกุล

รัฐสภา, 8 ตุลาคม 2569 – นายสกลธี ภัททิยกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข (กมธ.สธ.) สภาผู้แทนราษฎร กล่าวภายหลังการประชุมกมธ.สธ. ว่า ที่ประชุมพิจารณาวาระสำคัญเกี่ยวกับปัญหาการควบคุมบุหรี่ไฟฟ้า โดยได้เชิญตัวแทนผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งฝ่ายสนับสนุน ฝ่ายต่อต้าน ตลอดจนหน่วยงานรัฐหลัก ได้แก่ กรมศุลกากร และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ร่วมให้ข้อมูล ปัจจุบันสถิติการจับกุมบุหรี่ไฟฟ้ามีมูลค่าสูงมาก โดยกรมศุลกากรรายงานยอดจับกุมปี 2569 มีมูลค่าสูงกว่า 400 ล้านบาท ขณะที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติจับกุมในปี 2568 ได้มากถึง 680 ล้านบาท สะท้อนว่าการลักลอบนำเข้าและจำหน่ายยังคงแพร่หลายอย่างรุนแรง

จากการรับฟังข้อมูล ฝ่ายสนับสนุนได้เสนอให้มีการแยกประเภทบุหรี่ไฟฟ้าให้ชัดเจนระหว่าง 1.บุหรี่ไฟฟ้าชนิดของเหลว (E-liquids/Vapes) ที่มีการผสมสารเคมีอันตรายและขายฝ่าฝืนทั่วไป และ 2.ผลิตภัณฑ์ยาสูบชนิดใช้ความร้อน (Heated Tobacco Products – HTP)  เช่น เครื่อง IQOS ซึ่งเป็นการใช้อุปกรณ์ความร้อนกับตัวใบยาสูบ

โดยมีผลการวิจัยจากองค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา (FDA) ระบุว่า HTP มีอันตรายน้อยกว่าบุหรี่มวนปกติ และกว่า 70 ประเทศทั่วโลกอนุญาตให้จำหน่ายอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งทาง กมธ. เห็นตรงกันว่า ถึงเวลาที่ไทยต้องพิจารณาว่าจะแยกประเภทให้ถูกกฎหมายเพื่อจัดเก็บภาษีสรรพสามิต หรือหากจะสั่งห้าม (Ban) ก็ต้องเด็ดขาดและชัดเจน

บุหรี่ไฟฟ้า

นายสกลธี ชี้ถึงอุปสรรคในการบังคับใช้กฎหมายปัจจุบันว่า 1. บทลงโทษผู้เสพหนักเกินจริง กฎหมายเดิมกำหนดบทลงโทษผู้เสพโดยใช้ฐานเดียวกับผู้มีไว้ในครอบครอง ซึ่งมีโทษจำคุกสูงถึง 5 ปี ทำให้เวลตรวจพบเยาวชนสูบ เจ้าหน้าที่เกิดความกระอักกระอ่วนในการดำเนินคดีขั้นรุนแรง จึงเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายแยกอัตราโทษระหว่างผู้เสพ กับ ผู้ครอบครองเพื่อค้า ให้ชัดเจน

2. โทษปรับไม่น่ากลัว คุ้มค่าเสี่ยงทำผิดซ้ำ โทษทางศุลกากรเปิดช่องให้เปรียบเทียบปรับจบในชั้นสอบสวนโดยไม่มีโทษจำคุกจริงจัง และเมื่อส่งฟ้อง ศาลมักให้รอลงอาญา ทำให้กลุ่มทุนลักลอบมองว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง, 3. ภาระการเก็บรักษาและขยะมลพิษ  เจ้าหน้าที่ต้องเสียค่าเช่าโกดังเก็บของกลางเดือนละนับแสนบาท อีกทั้งไทยยังไม่มีระบบทำลายขยะอิเล็กทรอนิกส์จากบุหรี่ไฟฟ้าที่ถูกต้อง เมื่อยึดจากเด็กก็นำไปทุบทิ้งหรือใส่ถุงขยะ ซึ่งกลายเป็นมลพิษทางสิ่งแวดล้อม

ประธาน กมธ.สธ. ย้ำว่า แม้ตำรวจจะมีนโยบายกวาดล้างอย่างเข้มงวด แต่ตามแหล่งท่องเที่ยวและสถานบริการในกรุงเทพฯ ยังพบการเสนอขายบุหรี่ไฟฟ้าได้ง่าย จึงเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมาศึกษาปัญหาดังกล่าว โดยใช้กรอบเวลาเร่งด่วนประมาณ 30 วัน นำผลการศึกษาเดิมในสภาชุดก่อนมาต่อยอดเพื่อยกร่างกฎหมายควบคุมให้สมบูรณ์ พร้อมเสนอให้ศึกษาโมเดล Smokefree Generation ตามอย่างประเทศอังกฤษและนิวซีแลนด์ ที่ออกกฎหมายห้ามผู้ที่เกิดหลังปี ค.ศ. 2009 ซื้อหรือเข้าถึงบุหรี่ทุกชนิดอย่างสิ้นเชิง เพื่อวางรากฐานคุ้มครองเยาวชนคนรุ่นใหม่ในอนาคต