กองปราบฯลงพื้นที่ตรวจศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ หลังถูกร้องเรียนทำร้าย-กักขังคตไข้ เร่งตรวจกล้องวงจรปิด-สอบพยานหาข้อเท็จจริง


วันที่ 6 ต.ค. กรณีมีผู้เสียหายร้องเรียนผ่านรายการโทรทัศน์ชื่อดังว่า ถูกลูกชายนำตัวส่งเข้าศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งใน ต.ท่าม่วง อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี โดยอ้างว่าถูกทำร้ายร่างกาย รวมถึงถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวรพหว่างพักรักษาตัวอยู่ที่ศูนย์ดังกล่าวนั้น


ล่าสุด มีรายงานว่าเมื่อวันที่ 5 ต.ค.ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ตำรวจกก.5 บก.ป.ลงพื้นที่เข้าตรวจสอบศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลและฟื้นฟูผู้ป่วยจิตเวชดังกล่าว เพื่อรวบรวมข้อมูลและตรวจสอบข้อเท็จจริงตามข้อร้องเรียน
เบื้องต้นจากการตรวจสอบ เจ้าหน้าที่ได้พูดคุยกับผู้บริหารศูนย์ฯ ซึ่งให้ข้อมูลว่า ตนเองจบหลักสูตรพยาบาลทหารอากาศ และเคยรับราชการในโรงพยาบาลของรัฐ ก่อนลาออกไปทำงานในโรงพยาบาลเอกชนใน จ.กาญจนบุรี ต่อมาประมาณปี 2549 ได้เปิดศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่ดังกล่าว และในปี 2564 ได้ปรับรูปแบบเป็นสถานรับดูแลผู้สูงอายุและผู้ป่วยพึ่งพิง ทั้งผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วยพักฟื้น
ผู้บริหารศูนย์ฯ ระบุว่า การดำเนินกิจการต้องได้รับอนุญาตจากศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพที่ 5 (สบส.5) กระทรวงสาธารณสุข โดยมีการตรวจสอบและต่ออายุใบอนุญาตเป็นประจำทุกปี ซึ่งล่าสุดได้ต่ออายุเมื่อวันที่ 3 ส.ค. 2569 พร้อมนำใบอนุญาตมาแสดงต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อตรวจสอบ


จากนั้นเจ้าของศูนย์ฯ ได้นำเจ้าหน้าที่ตรวจสอบพื้นที่ภายใน พบว่าปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ดูแลผู้ป่วยทั้งหมด 19 คน เป็นชาย 3 คน และหญิง 16 คน ขณะที่มีผู้ป่วยอยู่ในความดูแลรวม 92 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยชาย 75 คน ประกอบด้วยผู้ป่วยจิตเวช 68 คน ผู้สูงอายุ 5 คน และผู้ป่วยพักฟื้น 2 คน ส่วนผู้ป่วยหญิงมี 17 คน แบ่งเป็นผู้ป่วยจิตเวช 13 คน ผู้สูงอายุ 3 คน และผู้ป่วยพักฟื้น 1 คน


จากการตรวจสอบภายในอาคารที่พัก พบว่ามีการแบ่งพื้นที่พักอาศัยชายและหญิงเป็นสัดส่วน โดยมีทั้งห้องพักเดี่ยวติดเครื่องปรับอากาศ ห้องพักรวมติดเครื่องปรับอากาศ และห้องพักเดี่ยวพัดลม ซึ่งจัดแยกตามอาการและประเภทของผู้ป่วย


ส่วนกรณีห้องพักลักษณะเป็นกรงเหล็ก เจ้าของศูนย์ฯ ชี้แจงว่า เป็นห้องสำหรับผู้ป่วยจิตเวชที่มีอาการรุนแรง เนื่องจากผู้ป่วยบางรายอาจมีพฤติกรรมทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกาย หรือเดินไปมา จึงจำเป็นต้องจัดพื้นที่ที่มีความแข็งแรงเพื่อป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้นได้


อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ตำรวจยังอยู่ระหว่างการสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมจากผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ของศูนย์ฯ รวมทั้งรวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้อง ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิดภายในสถานที่ ตลอดจนสอบปากคำพยานบุคคล เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงว่ามีการกระทำผิดตามที่มีการร้องเรียนหรือไม่ ก่อนดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป