ภายหลังเสร็จสิ้นการไต่สวนมูลฟ้อง โดยใช้เวลาเกือบ 4 ชั่วโมง นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน ให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนระบุว่าการไต่สวนมูลฟ้องวันนี้ราบรื่นดี ศาลนัดหมายอีกครั้งเดือนพฤศจิกายนนี้ว่าจะมีมูลและจะรับฟ้องหรือไม่ แต่ในความเป็นจริงศาลพยายามไกล่เกลี่ยให้ และหากให้ตนเองฟ้องกลับ นายสนธิ ลิ้มทองกุล สื่อมวลชนอาวุโส และ นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน ฟ้องได้กว่า 100 คดี แต่ตนเองเป็นลูกผู้ชายพอ และมองว่าการเสนอข่าวบางครั้งเกินข้อเท็จจริงไปมาก ซึ่งให้อภัยได้ แต่เพียงเรื่องเดียวกลับเอามาฟ้อง จึงบอกกับศาลว่าขอกลับไปพิจารณาดูทีละคลิปและฟ้องกลับสัก 1,000 คดี เพราะคู่กรณีด่าตนเองไว้เยอะ
ทนายตั้มบอกอีกว่าตนเองได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนายปานเทพในห้องพิจารณาคดีเรื่องจริยธรรมสื่อมวลชน โดยตนเองได้ถามย้อนนายปานเทพถึงการทำหน้าที่สื่อมวลชนว่าเป็นกลางหรือไม่ แต่นายปานเทพตอบกลับว่าสื่อไม่จำเป็นต้องเป็นกลาง ขอแค่ได้ตรวจสอบข้อเท็จจริง ทนายตั้มจึงตั้งคำถามกลับว่าทำไมไม่เคยสอบถามข้อเท็จจริงจากฝั่งตนเองบ้าง
นอกจากนี้ทนายตั้มยังได้ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นการรับเงินบริจาค โดยระบุในห้องพิจารณาว่ามีกรณีที่ นางสาวจตุพร อุบลเลิศ หรือเจ๊อ้อย ได้มอบเงินให้นายสนธิ รวมถึงการโอนเงินบริจาคผ่านบัญชีมูลนิธิ ซึ่งมองว่าอาจเป็นการแสวงหาผลประโยชน์ ซึ่งมูลนิธิตรวจสอบได้ยากกว่างบประมาณแผ่นดิน
ทนายตั้มบอกอีกว่าในเมื่ออยากแจ้งความกัน ตนเองก็จะฟ้องกลับในข้อหาหมิ่นประมาท จากกรณีที่มีการโพสต์และนำเสนอข่าวเรื่องเงิน 39 ล้านบาท ทั้งที่ตนเองไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมถึงการนำเสนอข่าวในลักษณะชี้นำและฟันธงว่าตนเองเป็นผู้กระทำความผิดทั้งที่คดียังไม่ถึงที่สุด และเวลาเสนอข่าวก็เรียกตนเอง นช.ตั้ม ทั้งที่นายสนธิเองก็เป็น นช. สนธิ เหมือนกัน
ส่วนบรรยากาศในห้องไต่สวนมูลฟ้อง ทนายตั้มบอกว่าได้เผชิญหน้าและพูดคุยกับนายปานเทพและทีมทนายความ แต่ไม่เจอนายสนธิ // ซึ่งผู้สื่อข่าวบอกว่า นายสนธิเดินทางมาที่ศาลด้วย แต่มาเพียงครึ่งชั่วโมงและกลับออกไป ทนายตั้มระบุว่าเมื่อมาแล้วทำไมไม่ขึ้นไปเผชิญหน้ากัน โดยทนายตั้มทิ้งท้ายว่า อยากให้มาพูดคุยกันแบบลูกผู้ชาย เพราะที่ผ่านมาตนเองถูกต่อว่าผ่านคลิปกว่าหนึ่งพันครั้ง แต่พอตอบโต้เพียงไม่กี่ครั้งกลับถูกฟ้องและถูกร้องขอให้ถอนประกัน ซึ่งมองว่าคดีลักษณะนี้เป็นคดีไร้สาระและทำให้รกศาล ควรเอาเวลาไปทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองจะดีกว่า

