จากกรณีตำรวจไซเบอร์ ได้บุกจับ นายอัจฉริยะ เรืองรัตนพงศ์ ประธานชมรมช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรม ในข้อหา ฉ้อโกงประชาชน, โดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ประชาชน, ฟอกเงิน และลักลอบเล่นการพนันชกมวย (ประเภท ข) ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ พนันเอาทรัพย์สินกันโดยไม่ได้รับอนุญาต และได้นำตัวไปสอบสวน
ภายหลังการสอบสวนนานกว่า 4 ชม. เวลา 19.30 น. พนักงานสอบสวน บก.สอท.1 ได้คุมตัวนายอัจฉริยะ มาฝากควบคุมตัวที่สน.ทุ่งสองห้อง และจะนำตัวฝากขังที่ศาลอาญารัชดาในวันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม โดยระหว่างถูกควบคุมตัวนายอัจฉริยะ ระบุว่า การที่ตนเองถูกตั้งข้อหาทั้ง 4 ข้อหาเป็นเรื่องเท็จ เป็นการสร้างหลักฐานเท็จซึ่งพิสูจน์ได้ทั้งหมด
ทั้งนี้ นายอัจฉริยะ ยังให้ข้อมูลว่าเงินที่นำมากล่าวหาในสำนวน ไม่ใช่มาจากการหลอกลวง แต่ตำรวจพยายามจะกล่าวหาว่าเป็นเงินที่หลอกฉ้อโกงประชาชน โดยมี 2 ยอด ยอดแรกเป็นเงินทอดกฐิน จำนวน 14,000 บาท
ส่วนเงินจำนวน 400,000บาท เป็นเงินจ่ายค่าจ้างทำคดีนอมินีที่ จ.ภูเก็ต จำนวน 1 ล้านบาท วางมัดจำมา 2 ครั้ง ในวันที่ 19 และ 20 มีนาคม 2569 รวมเงินที่อ้างว่ามีผู้เสียหาย 414,000 บาทเท่านั้น แต่มีการนำข้อมูลไปลงข่าวกว่า 300 ล้านบาท จึงไม่เป็นความจริง ซึ่งมีความพยายามจะมาปั้นคดีว่าตนเองเกี่ยวกับการฟอกเงิน
นายอัจฉริยะ ยืนยันว่า มีหลักฐานพิสูจน์ได้ทั้งหมด มีการกล่าวอ้างเรื่องของบัญชีเฟซบุ๊ก ของปี 2567 ทั้งที่ ตนเองปิดเฟซบุ๊กไปตั้งแต่ ปี 2565 และตนเองมีช่องยูทูบ โดยในปี 2566 ไม่เคยรับบริจาค หรือแปะบัญชีธนาคารแต่อย่างใด ในส่วนขอการนำหลักฐานมาใส่ในสำนวนก็เป็นหลักฐานเก่าตั้งแต่ที่กองปราบ ทำเป็นเรื่องเก่าที่เอามาทำใหม่
จากนั้นเจ้าหน้าที่ไดควบคุมตัวเข้าห้องควบคุม โดยนายอัจฉริยะ ได้เดินนำหน้าเจ้าหน้าที่เข้าไปก่อน

