พม. ทำบุญครบรอบ 24 ปี เดินหน้า “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน”

นิกร โสมกลาง 24 ปี พม.

กรุงเทพฯ, 3 ตุลาคม 2569 นายนิกร โสมกลาง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีสงฆ์และสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำกระทรวงพม. เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสถาปนากระทรวงครบรอบ 24 ปี โดยมี นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ที่ปรึกษา รมว.พม., นายแพทย์วัชรากร เลิศด้วยลาภ เลขานุการ รมว.พม. นายเอนกชัย เรืองรัตนากร ที่ปรึกษาของ รมว.พม. , นายโชคชัย วิเชียรชัยยะ ปลัดกระทรวง พม., คณะผู้บริหาร, อดีตผู้บริหาร, ข้าราชการ, เจ้าหน้าที่ และเครือข่ายอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) เข้าร่วมงาน

จุดเริ่มต้นของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) จากการจัดตั้งกรมประชาสงเคราะห์ สังกัดกระทรวงมหาดไทย เมื่อปี พ.ศ. 2483 จากนั้น โอนย้ายไปสังกัดกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม เมื่อปี พ.ศ. 2536 และต่อมามีการจัดตั้งกระทรวง พม. ตาม พ.ร.บ.ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. 2545 เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2545 เพื่อเป็นหน่วยงานหลักด้านสังคมของภาครัฐสำหรับการขับเคลื่อนงานตามนโยบายของรัฐบาลในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีและเสริมสร้างความมั่นคงในการดำรงชีวิตให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายตั้งแต่เด็ก เยาวชน สตรี ครอบครัว ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ด้อยโอกาส รวมถึงผู้มีรายได้น้อย อีกทั้งบูรณาการความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม รวมถึงองค์กรระหว่างประเทศ โดยยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง ซึ่งปี 2569 กระทรวง พม. ครบรอบ 24 ปี และ ครบรอบ 86 ปี ตามการจัดตั้งกรมประชาสงเคราะห์ สังกัดกระทรวงมหาดไทย

นิกร โสมกลาง 24 ปี พม.

สำหรับการขับเคลื่อนงานด้านสังคม กระทรวง พม. เป็นหน่วยงานหลักด้านสังคมของภาครัฐที่ดำเนินภารกิจสำคัญในการพัฒนาทุนมนุษย์และทุนสังคม ภายใต้ ส่วนราชการในระดับกรมหรือเทียบเท่า ได้แก่ สำนักงานรัฐมนตรี (สร.) , สำนักงานปลัดกระทรวง พม. (สป.พม.), กรมกิจการเด็กและเยาวชน (ดย.), กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.), กรมกิจการผู้สูงอายุ (ผส.), กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ (พก.) และ กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พส.) รวมถึง 2 รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ สำนักงานธนานุเคราะห์ และการเคหะแห่งชาติ และ 1 องค์การมหาชน คือสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน นอกจากนี้ ยังมีหน่วยงานในพื้นที่ระดับจังหวัดทั่วประเทศ โดยมี สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด และหน่วยงานทีม พม.จังหวัดทั่วประเทศ อีกทั้งการทำงานบูรณาการร่วมกับเครือข่ายกระทรวง พม. ในระดับพื้นที่จังหวัด โดยเฉพาะอาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (อพม.) ทั่วประเทศ 

ขณะนี้ กระทรวง พม. เดินหน้าขับเคลื่อนนโยบาย พม. 8 ด้าน “สร้างสังคมอยู่ดี มีโอกาส เพื่อคนไทยทุกคน” นำโดย นายนิกร มุ่งปรับบทบาทองค์กรอย่างจริงจัง โดยเปลี่ยนจาก “ผู้ให้ความช่วยเหลือ” ไปสู่ “ผู้สร้างโอกาส” และพร้อมเป็น “กำแพงพิงหลัง” ให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย อีกทั้งปรับการทำงานแบบแยกส่วนไปสู่การทำงานแบบเชื่อมโยงทั้งระบบ เพื่อออกแบบระบบบริการและสิทธิสวัสดิการของรัฐให้รองรับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยไม่มีใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง

นโยบาย พม. 8 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการใช้ข้อมูลและเทคโนโลยี ด้วยการสร้างฐานข้อมูลกลุ่มเปราะบาง และเชื่อมโยงข้อมูลและสิทธิของประชาชน เพื่อให้ทุกคน “ได้สิทธิครบ จบในระบบเดียว” โดยอัตโนมัติ 2) ด้านเด็กและเยาวชน ด้วยการยกระดับมาตรฐานศูนย์เด็กเล็กทั่วประเทศ พร้อมทั้งผลักดันการเพิ่ม “เบี้ยเด็กเล็กถ้วนหน้า” และยกเครื่อง “สภาเด็กและเยาวชน” ผ่านช่องทางออนไลน์  3) ด้านครอบครัว ด้วยการจัด “ทีมสร้างสุข” เป็นหน่วยเคลื่อนที่เร็ว และเพิ่มศักยภาพของสายด่วน พม. โทร. 1300 พร้อมทั้งเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวในเชิงป้องกัน 4) ด้านชุมชนเข้มแข็ง ด้วยการจัดตั้ง “ศูนย์สร้างสุข” ให้ครอบคลุมทุกอำเภอทั่วประเทศ ควบคู่กับการส่งเสริมความเข้าใจในความหลากหลาย รวมถึงการปรับสิทธิสวัสดิการสังคมให้เหมาะสมของกลุ่มเปราะบางทุกกลุ่ม 5) ด้านที่อยู่อาศัย ด้วยการเดินหน้าโครงการ “บ้านเพื่อคนไทย” และพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยให้รองรับคนทุกกลุ่มตามหลัก Universal Design (UD) 

6) ด้านการสร้างอาชีพ ด้วยการเร่งพัฒนาผู้บริบาลผู้สูงอายุและผู้ช่วยคนพิการ และขับเคลื่อนแนวคิด “1 ตำบล 1 ผู้บริบาล” รวมถึงส่งเสริมการจ้างงานและการพัฒนาทักษะผู้สูงอายุและคนพิการให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน 7) ด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน ด้วยการส่งเสริมวินัยการออมในระดับครัวเรือน และยกระดับสถานธนานุเคราะห์ พร้อมทั้งส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งเงินกองทุนต่างๆ และ 8) ด้านราชการที่เป็นมิตรกับประชาชน ด้วยการปรับปรุงหน่วยบริการของรัฐให้เข้าถึงได้สำหรับคนทุกกลุ่ม และเดินหน้าปรับปรุงกฎหมายให้ทันสมัย เป็น “รัฐสนับสนุน” ที่เข้าถึงง่าย เป็นธรรม และตอบสนองต่อประชาชนได้อย่างแท้จริง