“ดร.การดี” ชี้ “มาเฟียนวัตกรรม-ปาดหน้าเค้ก” งบรัฐ เผย โครงการพันล้านแอบอ้างสเปกนอก ยึดนโยบาย Thailand First จี้ ดัน SME-สตาร์ทอัพไทย
ที่อาคารรัฐสภา 1 ตุลาคม 2569 ดร.การดี เลียวไพโรจน์ สส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะกรรมาธิการการสื่อสาร โทรคมนาคม และดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม แถลงข่าวเปิดเผยถึงความผิดปกติในการใชั้งบประมาณด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมของภาครัฐ โดยระบุว่า กมธ. ได้เร่งศึกษากรณีการใช้งบประมาณอย่างสิ้นเปลืองและซ้ำซ้อน พร้อมชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมปาดหน้าเค้ก ของโครงการจัดซื้อจัดจ้างขนาดใหญ่ระดับร้อยล้านถึงพันล้านบาท
ดร.การดี กล่าวว่า ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐมักเลือกทำโครงการมูลค่าสูงเกินความจำเป็น ทั้งที่สามารถใช้โซลูชันจากบัญชีบริการดิจิทัล ที่รัฐสร้างขึ้นมาเอง ซึ่งมีต้นทุนเพียงไม่กี่แสนบาทได้ แต่รัฐกลับเมินเฉยแล้วปล่อยให้โครงการพันล้านส้มหล่นใส่บริษัทต่างประเทศ ส่งผลให้เงินงบประมาณรั่วไหลออกนอกประเทศอย่างน่าเสียดาย นอกจากนี้ ยังพบปัญหากระบวนการจัดซื้อที่เข้าข่ายมาเฟียนวัตกรรม ทั้งการล็อกสเปกตั้งแต่เริ่มต้น การอ้างสินค้านำเข้าจากต่างประเทศมาประกอบในไทยเพื่อสวมสิทธิ์เป็นนวัตกรรม รวมถึงการตั้งราคาสูงกว่าท้องตลาดอย่างผิดปกติ
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว จึงได้นำเสนอแนวทาง “Thailand First” เพื่อเปลี่ยนการใช้บัญชีบริการดิจิทัลจากภาคสมัครใจ สู่ภาคบังคับ ผ่าน 6 ข้อเสนอหลัก ได้แก่
1. บังคับใช้ตั้งแต่ต้นทาง (Screen-in Checklist): สำนักงบประมาณและกรมบัญชีกลางต้องกำหนดให้โครงการดิจิทัลทุกโครงการตรวจสอบว่า มีสินค้าหรือบริการในบัญชีบริการดิจิทัลที่ทดแทนได้หรือไม่ หากมีแต่ไม่เลือกใช้ หน่วยงานต้องชี้แจงเหตุผลเป็นลายลักษณ์อักษร
2. รัฐต้องเป็นลูกค้ารายแรก (First Customer): กำหนดสัดส่วนขั้นต่ำ (Quota) ของงบดิจิทัลที่ต้องจัดซื้อจากสตาร์ทอัพและ SME ดิจิทัลไทย โดยต้องมีมาตรฐานรองรับ (เช่น ISO/IEC 42001 สำหรับ AI) เป็นกิจการที่จดทะเบียนในไทย และไม่มีประวัติทุจริต
3. ใช้มาตรฐานนิยาม SME เดียวกัน: ให้ทุกหน่วยงานยึดนิยาม SME ตามมาตรฐานของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และปรับขยายวงเงินให้สอดคล้องกับมูลค่าโครงการจริง
4. บูรณาการสนับสนุนแบบเบ็ดเสร็จ (SME Springboard): เชื่อมโยงการทำงานระหว่าง depa, สสว. และ SME D Bank เพื่อให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุน การรับรองมาตรฐาน และตลาดภาครัฐได้ในระบบเดียว
5. ลดความซ้ำซ้อนในการลงทุน: ก่อนตั้งงบพัฒนาระบบใหม่ รัฐต้องพิจารณาแพลตฟอร์มที่คนไทยพัฒนาและใช้งานได้ผลจริงแล้ว (เช่น แพลตฟอร์ม Traffy Fondue) เพื่อป้องกันการใช้งบประมาณซ้ำซ้อน
6. สร้างความโปร่งใส ป้องกันการผูกขาด: บัญชีนวัตกรรมไทยและบัญชีบริการดิจิทัลต้องโปร่งใส ตรวจสอบได้ และต้องไม่กลายเป็นระบบผูกขาดสำหรับกลุ่มทุนเดิม
“แม้จะมีการปรับลดระยะเวลาการคุ้มครองสิทธิ์ในบัญชีนวัตกรรมจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี แต่สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ต้องทำหน้าที่ตื่นตัวและเข้มงวดกว่านี้ สินค้าใดที่มีการขายทั่วไปในตลาดแล้ว ต้องตัดออกจากบัญชีนวัตกรรมทันที ไม่ใช่ปล่อยให้กลายเป็นช่องทางล็อกสเปกแสวงหาผลประโยชน์” ดร.การดี ระบุ
พร้อมกันนี้ ดร.การดี ย้ำว่า ข้อเสนอแนะของ กมธ. ไม่ใช่เรื่องที่จะให้หน่วยงานไปเลือกพิจารณาตามใจชอบ แต่เป็นสิ่งที่ต้องเร่งทำทันที ซึ่งหากปรับปรุงกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างโดยตรวจสอบผ่าน 3 หน่วยงานหลักอย่างเป็นระบบ จะช่วยประหยัดงบประมาณแผ่นดินได้หลายพันถึงหลายหมื่นล้านบาทต่อปี
นอกจากนี้ ยังขอให้รัฐบาลยึดหลักนโยบาย “Thailand First” ด้วยการสนับสนุนและใช้ประโยชน์จาก Local Content ให้หน่วยงานรัฐทำหน้าที่เป็นลูกค้ารายแรก (First Customer) ให้แก่สตาร์ทอัพและ SME ไทยที่มีศักยภาพ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการไทยได้เติบโตและสร้างความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศอย่างแท้จริง

