หากย้อนเวลากลับไปหลายร้อยปี เมืองเฉวียนโจว มณฑลฝูเจี้ยน ทางตะวันออกเฉียงใต้ของจีน เคยเป็นหนึ่งในเมืองท่าที่คึกคักที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะในช่วงราชวงศ์ซ่งและราชวงศ์หยวน ราว 700–1,000 ปีก่อน เมืองแห่งนี้เป็นประตูสำคัญที่เชื่อมจีนเข้ากับโลกผ่านเส้นทางการค้าทางทะเล

ในบันทึกของชาวต่างชาติ เฉวียนโจวเคยเป็นที่รู้จักในชื่อ “Zayton” หรือ “Zaitun” ชื่อที่นักเดินทางและพ่อค้าจากโลกตะวันตกและตะวันออกกลางใช้เรียกเมืองท่าแห่งนี้ สะท้อนภาพของเมืองที่ในอดีตเต็มไปด้วยเรือสินค้า พ่อค้า นักเดินทาง และผู้คนจากหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรม
ความสำคัญทางประวัติศาสตร์ของเฉวียนโจวยังได้รับการยอมรับในระดับโลก เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2021 เมืองแห่งนี้ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกของยูเนสโก ภายใต้ชื่อ “Quanzhou: Emporium of the World in Song-Yuan China” หรือ “เฉวียนโจว ศูนย์กลางการค้าของโลกในจีนยุคซ่ง–หยวน”
หนึ่งในพื้นที่ที่สะท้อนภาพความเป็นเมืองนานาชาติได้อย่างชัดเจน คือถนนถูเหมิน หรือ Tumen Street ถนนสายสำคัญในเขตเมืองเก่า ซึ่งตลอดแนวถนนสามารถพบเห็นสถาปัตยกรรม ศาสนสถาน และวัฒนธรรมที่หลากหลายอยู่ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นอิสลาม คริสต์ศาสนา ความเชื่อแบบจีน และศาสนาพื้นถิ่น
หลักฐานทางประวัติศาสตร์ยังชี้ให้เห็นว่า ครั้งหนึ่งเฉวียนโจวเคยเป็นบ้านของพ่อค้าจากโลกอาหรับ อินเดีย เปอร์เซีย และยุโรป ผู้คนเหล่านี้เดินทางเข้ามาทำการค้า ตั้งถิ่นฐาน และนำวัฒนธรรมของตนเองเข้ามาผสมผสานกับสังคมจีน

ภาพจำลองในพิพิธภัณฑ์หลายแห่งของเฉวียนโจวจึงมักนำเสนอภาพพ่อค้าจากหลากหลายภูมิภาค ทั้งชาวอาหรับในเครื่องแต่งกายแบบตะวันออกกลาง ชาวอินเดีย และชาวตะวันตก ซึ่งกำลังซื้อขายสินค้าอยู่ร่วมกับชาวจีน เป็นภาพสะท้อนบรรยากาศของ “เมืองโลก” ในยุคที่การเดินทางข้ามทวีปยังต้องอาศัยลมและคลื่นทะเล
สินค้าที่ถูกส่งออกจากเฉวียนโจวมีทั้งเครื่องเคลือบ เครื่องลายคราม เครื่องโลหะ และผลผลิตทางการเกษตร ขณะที่สินค้าจากต่างประเทศก็หลั่งไหลเข้ามาทางท่าเรือแห่งนี้เช่นกัน
ที่น่าสนใจคือ ผู้ผลิตจีนในยุคนั้นไม่ได้เพียงผลิตสินค้าแบบเดียวเพื่อขายไปทั่วโลก แต่ยังสามารถปรับรูปแบบสินค้าให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดต่างประเทศ ทั้งรูปทรง การใช้งาน และลักษณะบรรจุภัณฑ์ เช่น ภาชนะบางประเภทที่ผลิตขึ้นสำหรับส่งออกไปยังชุมชนมุสลิม เพื่อใช้ในชีวิตประจำวันและพิธีกรรมทางศาสนา
การขุดค้นซากเรือสินค้าโบราณยังช่วยให้นักโบราณคดีสามารถย้อนรอยเส้นทางการค้าได้ว่า ผู้คนในยุคนั้นซื้อขายสินค้าอะไร และเฉวียนโจวเชื่อมโยงกับพื้นที่ใดบ้างในโลก
ภูมิประเทศของท่าเรือเองก็มีส่วนสำคัญต่อระบบการค้า เรือสินค้าขนาดใหญ่อาจไม่สามารถแล่นเข้ามายังทางน้ำแคบในบางจุดได้โดยตรง จึงต้องใช้เรือขนาดเล็กขนถ่ายสินค้าจากเรือใหญ่เข้าสู่ฝั่ง ก่อนนำเข้าสู่ตลาดและพื้นที่การค้าในเมือง
เฉวียนโจวยังแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาการอยู่ร่วมกับทะเลอย่างน่าสนใจ เช่น การใช้แผ่นหินร่วมกับการเพาะเลี้ยงหอยนางรมเพื่อเสริมความแข็งแรงให้กับโครงสร้างริมน้ำ ตัวหอยจะเกาะติดกับหินและรวมตัวกันเป็นชั้น ช่วยลดผลกระทบจากกระแสน้ำ ขณะเดียวกันหอยนางรมก็ยังเป็นวัตถุดิบสำคัญในอาหารพื้นเมืองของฝูเจี้ยนอีกด้วย
นอกจากการค้าแล้ว “ศรัทธา” คืออีกสิ่งที่ทำให้เฉวียนโจวแตกต่างจากเมืองท่าอื่น ๆ
ที่นี่มีร่องรอยของศาสนาอิสลาม คริสต์ศาสนา และความเชื่อแบบจีนอยู่ร่วมกันมาอย่างยาวนาน ในประวัติศาสตร์จีนยังมีคริสต์ศาสนาสาย Church of the East ซึ่งเรียกในภาษาจีนว่า “จิ่งเจี้ยว” หรือ 景教 เดินทางเข้ามาพร้อมกับเครือข่ายการค้าและชุมชนต่างชาติ
ขณะที่สำหรับชาวเรือและประชาชนท้องถิ่น “เจ้าแม่หม่าโจ้ว” หรือ Mazu คือหนึ่งในสัญลักษณ์แห่งศรัทธาที่สำคัญที่สุด
ด้วยความที่เฉวียนโจวเป็นเมืองชายทะเล ผู้คนในอดีตต้องพึ่งพาท้องทะเลในการเดินทางและทำมาหากิน ก่อนออกเดินเรือจึงนิยมไปสักการะเจ้าแม่หม่าโจ้ว เพื่อขอให้การเดินทางปลอดภัยและคุ้มครองลูกเรือจากอันตรายกลางทะเล
อีกหนึ่งเรื่องเล่าที่ผูกพันกับการเดินเรือของชาวฝูเจี้ยน คือ “กูเส่าถ่า” หรือเจดีย์姑嫂塔 ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องราวของหญิงสองคนที่เฝ้ารอสามีและพี่ชายซึ่งเดินทางออกทะเลไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ตามตำนาน ทั้งสองขึ้นไปบนภูเขาทุกวันเพื่อมองหาเรือของคนในครอบครัว เมื่ออายุมากขึ้นและสายตาเริ่มพร่ามัว จึงค่อย ๆ นำก้อนหินมาก่อสูงขึ้นทีละชั้นเพื่อช่วยให้มองเห็นทะเลได้ไกลขึ้น จนวันหนึ่งเรือที่พวกเธอเฝ้ารอกลับประสบเหตุในทะเล เรื่องราวดังกล่าวจึงกลายเป็นความทรงจำที่ถูกถ่ายทอดผ่านเจดีย์แห่งนี้
พื้นที่ชายฝั่งของเฉวียนโจวยังเคยมีหอสัญญาณและสิ่งก่อสร้างที่ทำหน้าที่คล้ายประภาคาร เพื่อเป็นจุดสังเกตและนำทางเรือเข้าสู่ท่าเรือ เป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่สะท้อนความสำคัญของเมืองในฐานะศูนย์กลางการเดินเรือในอดีต
จากเมืองท่าที่ครั้งหนึ่งพ่อค้าชาวอาหรับ อินเดีย และยุโรปเดินสวนกันบนถนน สู่เมืองที่ศาสนสถานหลายความเชื่อสามารถตั้งอยู่ใกล้กัน เฉวียนโจวจึงไม่ได้บอกเล่าเพียงเรื่องราวของการค้าระหว่างจีนกับโลกเท่านั้น
แต่ยังสะท้อนว่า เมื่อหลายร้อยปีก่อน “โลกาภิวัตน์” ได้เกิดขึ้นที่นี่แล้ว ผ่านเรือสินค้า เครื่องลายคราม ศาสนา ภาษา อาหาร และผู้คนจากคนละฟากทะเลที่เดินทางมาพบกัน
และนี่อาจเป็นเสน่ห์สำคัญที่สุดของเฉวียนโจว เมืองที่ไม่ได้มีเพียงเรื่องราวของอดีต หากยังเป็นหลักฐานว่าทะเลเคยเชื่อมโลกทั้งใบเข้าหากันมานาน ก่อนที่คำว่า “โลกไร้พรมแดน” จะถือกำเนิดขึ้นเสียอีก
ภาพ ข่าว มณีนาถ อ่อนพรรณา

