“อนุทิน” ฮึ่ม ขรก.ไม่ร่วมแก้น้ำท่วม เจอเด้งเข้ากรุ สั่ง กทม.ขยายเวลา WFH เร่งระบายน้ำ

นายกฯ อนุทิน ฮึ่มใส่ฝ่ายปฏิบัติงาน-ขรก.ประจำ ไม่ให้ความร่วมมือฝ่ายบริหารแก้น้ำท่วม พร้อมใช้อำนาจเด้งเข้ากรุ ขอผู้ว่าฯ กทม. ขยาย WFH – เพิ่มรอบรถรับส่งให้คนทำงาน ย้ำผู้ว่าฯ ทั่วประเทศ ตรวจสอบคุณภาพอาหาร พร้อมรายงานสถานการณ์น้ำกลับ มท. ทุกวัน ’โฆษกรัฐบาล‘ บอกระบุวันน้ำลดเมืองกรุงไม่ได้ แต่จะเร่งระบายไวที่สุด มั่นใจน้ำเหนือไม่มาเติม เหตุระดับน้ำบางบาล บางไทร แค่ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ต้อง 3,000 ถึงจะท่วม

วันที่ 30 ก.ย. 69 นายเอกภพ เพียรพิเศษ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงข้อมูลข่าวสารร่วมในสถานการณ์อุทกภัย หรือ JICC ที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ฝนทั่วประเทศลดลง ยกเว้นภาคใต้ตอนล่างที่ยังมีฝนตกอยู่ สถานการณ์น้ำยังไม่มีปัญหา

ขณะที่ปริมาณน้ำฝนทิ้งช่วงไปแล้ว จะมีอีกครั้งในวันที่ 4-6 ตุลาคม ขณะที่ภาคเหนือและอีสาน ซึ่งเรียกว่าฝนเปลี่ยนฤดู อาจจะมีผลกระทบมาถึงภาคกลางและกรุงเทพมหานคร แต่ไม่ได้เป็นฝนที่ตกแช่ ขณะเดียวกัน พื้นที่น้ำท่วม ปัจจุบันดูจากจิสด้า พบได้รับผลกระทบแล้ว 1.71 ล้านไร่ ทั่วประเทศ

นายเอกภพ ระบุอีกว่า พื้นที่น้ำท่วมมีการระดมสรรพกำลังไปช่วยเหลือ ทั้ง กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย หรือ ปภ. จังหวัด มูลนิธิองค์กรต่าง ๆ ให้การช่วยเหลืออย่างเต็มที่

ส่วนพื้นที่กรุงเทพมหานคร คลองส่งน้ำต่าง ๆ มีระดับน้ำลดลง พื้นที่ที่น้ำท่วมขังยังอยู่ฝั่งตะวันออก ภายหลังนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่ร่วมกับกรุงเทพมหานครได้มีการเพิ่มการสูบน้ำ โดยนำเครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก ท่อซิ่งพญานาค เข้าไปสูบน้ำเพิ่ม วันนี้ที่แฟลตคลองจั่น มีน้ำลดลง 30 เซนติเมตร

โดยวันนี้ เริ่มเปิดทำงานวันแรก ที่ประชุม ปภ. นายกรัฐมนตรีได้ปรึกษาหารือกับผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หากเป็นไปได้ขอให้มีการประกาศ Work From Home ต่อไปอีกสักระยะ เพื่อให้ระบายน้ำออกได้อย่างเต็มที่ พร้อมเน้นย้ำการช่วยเหลือเรื่องการขนส่ง อาจจะเพิ่มรถโดยสารสาธารณะ รวมถึงการจัดรถเพิ่มเที่ยว ให้ผู้ที่อยู่พื้นที่น้ำท่วมออกมาทำงาน


ขณะที่ฝั่งตะวันตก เมื่อวานนี้ ปัญหาเรื่องของน้ำที่ จ.กาญจนบุรี เขื่อนศรีนครินทร์และเขื่อนวชิราลงกรณ กลับมาปล่อยตามปกติอีกครั้ง หลังหยุดไป 3 วัน โดยจะปล่อยน้ำในระดับปกติ ซึ่งจะเริ่มระบายน้ำตั้งแต่วันนี้ (30 ก.ย.) ไปจนถึง 4 ตุลาคม จะผ่าน จ.กาญจนบุรี ไปสู่แม่น้ำแม่กลอง จึงจะส่งผลให้บริเวณตลิ่งระดับน้ำเพิ่มขึ้น 80 เซนติเมตร จึงขอให้ประชาชนที่อยู่บริเวณดังกล่าวพิจารณา หากต้องการอพยพหรือออกไปศูนย์พักพิง สามารถประสานกับทางจังหวัดได้ ซึ่งจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี และสมุทรสงคราม ได้มีการแจ้งเตือนให้ประชาชนรับทราบข้อมูลแล้วเช่นกัน

ส่วนฝั่งตะวันออก ที่มีปัญหาคือ จ.ปราจีนบุรี เวลานี้อำเภอเมืองที่ปราจีนบุรีระดับน้ำสูงสุด ซึ่งจะไปรวมกับ จ.นครนายก ซึ่งเขื่อนขุนด่านปราการชล ปริมาณน้ำลดลง ไม่ล้นแล้ว สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังต่อไปคือ จ.ฉะเชิงเทรา ใน 1-2 วัน คนที่อยู่ริมแม่น้ำบางปะกง ควรจะเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

นายเอกภพ ระบุอีกว่า การเยียวยากระทรวงสาธารณสุขได้มีการรายงานว่ากลุ่มเปราะบางได้รับการดูแลแล้ว 52,000 คน โรงพยาบาลที่ได้รับผลกระทบคือ รพ.เจ้าพระยาอภัยภูเบศร รพ.แกลง และ รพ.บ้านค่าย จ.ระยอง ซึ่งทั้ง 3 โรงพยาบาลมีการให้บริการบางส่วน แต่วันนี้ผู้ป่วยสีแดงของโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศรจะมีการย้ายไปอยู่โรงพยาบาลข้างเคียง สำหรับยอดผู้เสียชีวิตทั่วประเทศ 40 คน

นายเอกภพ ระบุอีกว่า นายกรัฐมนตรีมีข้อสั่งการให้มีการเฝ้าระวังและแจ้งเตือนภัย พร้อมติดตามสถานการณ์น้ำอย่างใกล้ชิดใน จ.ราชบุรี สมุทรสงคราม กาญจนบุรี รวมถึง จ.ฉะเชิงเทรา โดยให้ ปภ. เตรียมเครื่องมือให้พร้อม เร่งสูบน้ำระบายออกจากพื้นที่ พร้อมระดมรถสุขาจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่ที่ยังไม่มีน้ำท่วม ไปยังพื้นที่น้ำท่วม

ส่วนการเยียวยา ให้ดูสวัสดิภาพของศูนย์พักพิง และสุขภาพจิตของประชาชน พร้อมเน้นย้ำผู้ว่าราชการจังหวัดให้ตรวจสอบอาหารและเครื่องดื่มที่ได้รับการบริจาคให้มีคุณภาพ พร้อมรายงานสถานการณ์ทุกวันจากทุกจังหวัด เข้ามาที่สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย และโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้มีความสอดคล้องกันและได้รับการตรวจสอบแล้วว่าเป็นข้อมูลจริงและถูกต้อง

สำหรับโครงการระบายน้ำเส้นทาง “ชัยนาท-ป่าสัก-อ่าวไทย” ที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติไปเมื่อวานนี้ เพื่อบริหารจัดการในพื้นที่ จ.อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี ชัยนาท ลพบุรี และสระบุรี ไม่ให้เป็นพื้นที่รองรับน้ำอีกต่อไป

ทั้งนี้ นายเอกภพ ระบุอีกว่า ที่ประชุม ครม. เมื่อวานนี้ นายกรัฐมนตรีได้สั่งการฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติงานให้ความร่วมมือ หากไม่ให้ความร่วมมือ นายกรัฐมนตรีจะใช้อำนาจ ขอให้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาปฏิบัติงานที่สำนักนายกรัฐมนตรี และเชื่อว่าหลังจากนี้การดำเนินการเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ไม่มีปัญหาติดขัด รวดเร็ว ช่วยเหลือกันอย่างเต็มกำลังความสามารถ เพื่อให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ

“ในส่วนของฝ่ายข้าราชการประจำ ซึ่งเราจะเห็นว่ามีส่วนราชการต่าง ๆ เข้าไปในพื้นที่หลายหน่วยงานหลายภาคส่วน ทั้งกรมชลประทาน ปภ. สทนช. สสน. รวมถึงแต่ละจังหวัด นายกรัฐมนตรีได้เน้นย้ำในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเมื่อวานนี้ หากมีการสั่งการ หรือข้อสั่งการ หรือมีการดำเนินการที่สั่งการโดยระดับบริหารของกระทรวงใด และผู้ปฏิบัติงานในกระทรวงนั้น ๆ ไม่ให้ความร่วมมือ หรือดำเนินการแล้ว ไม่เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับระดับผู้บริหาร นายกรัฐมนตรีจะสามารถใช้อำนาจ ขอให้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตาม เข้ามาปฏิบัติหน้าที่ที่สำนักนายกรัฐมนตรี”

เมื่อถามว่าทำไมในการแถลงข่าววันนี้ ไม่สามารถบอกวันเวลาที่น้ำในพื้นที่กรุงเทพมหานครจะแห้ง จากเดิมเมื่อวานนี้ (29 ก.ย. 69) บอกว่าจะใช้ระยะเวลา 2-3 วัน น้ำลดและสัญจรได้เป็นปกติ นายเอกภพกล่าวว่า ภาพรวม 2-3 วันนี้น้ำจะลดลงเกินกว่า 90% ส่วนชุมชนต่าง ๆ ที่นายกรัฐมนตรีเข้าไปในพื้นที่ ได้ให้ใช้เครื่องสูบน้ำขนาดเล็ก จำนวน 300-400 ตัว เข้าไปในชุมชน เพื่อเร่งระบายน้ำออกทางอ่าวไทย แล้วจะทำให้น้ำท่วมขังภายในชุมชนลดลง แต่ไม่สามารถคาดการณ์ได้ว่าจะลดภายในกี่วัน แต่จะทำให้เร็วที่สุด

ส่วนที่ไม่คาดการณ์ ขณะที่ฝนจะตกในวันที่ 4-6 ตุลาคม รวมถึงน้ำเหนือจะเข้ามาเติม จะระบายน้ำออกจากกรุงเทพฯ ทันหรือไม่ นายเอกภพ กล่าวว่า ในส่วนของ กทม. อยากจะเน้นย้ำว่าฝนออกจาก กทม. ไปแล้ว และน้ำที่มีอยู่กำลังจะระบายออก จากรายงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร คลองต่าง ๆ มีประสิทธิภาพในการระบายเพิ่มขึ้น พื้นที่ที่น้ำเคยเต็มคลอง น้ำพร่องลงไปแล้ว ตรงนี้เป็นข้อดีว่าน้ำจากคลองเริ่มไหลไปได้ ส่วนที่กังวลว่าน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาจะลงมาหนุน ขอเน้นย้ำว่าปัจจุบันมีการบริหารจัดการ ภาคเหนือหากดูแผนที่ประเทศไทย แม่น้ำปิงไหลจากเชียงใหม่ลงมานครสวรรค์ มีปริมาณเพิ่มขึ้นเล็กน้อย แม่น้ำน่านก็ไม่ได้เพิ่ม และน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาไหลเข้าแม่น้ำสะแกกรัง และแม่น้ำสะแกกรังที่ไหลกลับเข้าสู่แม่น้ำเจ้าพระยาก็ทรงตัวแล้ว

ดังนั้นน้ำที่ลงมาจากเขื่อนเจ้าพระยา จ.ชัยนาท ปัจจุบันมีการระบายน้ำที่ 2,200 ลูกบาศก์เมตร/วินาที ซึ่งสามารถระบายเพิ่มได้ถึง 2,500 ลูกบาศก์เมตร/วินาที และเมื่อน้ำมาที่อยุธยา จุดบางบาล บางไทร จุดสูงสุดที่ทำให้ กทม. มีน้ำท่วมหนุนได้ต้องอยู่ที่ 3,000 ลูกบาศก์เมตร/วินาที แต่ปัจจุบันน้ำที่อยู่ที่บางบาลและบางไทรอยู่ที่ 2,100 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังเหลืออีก 900 ลูกบาศก์เมตร และในวันที่ 4-6 ตุลาคมที่จะเข้ามานั้นเป็นฝนเปลี่ยนฤดู ไม่ได้ตกแช่ ดังนั้นปริมาณน้ำฝนไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำที่จะเพิ่มขึ้นในแม่น้ำเจ้าพระยา

นายเอกภพ กล่าวอีกว่า นายกรัฐมนตรียังเน้นย้ำว่าหน่วยงานราชการที่ถูกน้ำท่วมขังในขณะนี้ เช่น กกท. และพื้นที่กองทัพ จะต้องยังไม่สูบน้ำ แต่จะไปเร่งระบายน้ำออกจากบ้านเรือนประชาชน โดยพื้นที่ราชการจะเป็นพื้นที่สุดท้ายที่จะต้องระบายน้ำ

ส่วนปริมาณน้ำที่เพิ่มขึ้นของแม่น้ำแม่กลองจากการระบายน้ำ จากเขื่อนในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ที่วันนี้เพิ่มขึ้น 80% นั้น ขอให้ประชาชนที่อยู่ตามแนวตลิ่งติดตามสถานการณ์จากในพื้นที่ และให้ยกของขึ้นสู่ที่สูง ส่วนน้ำในพื้นที่จังหวัดระยอง