สถานการณ์น้ำท่วมแบบฉับพลันทั้งพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑลและจังหวัดทางภาคตะวันออก ถือว่าเป็นที่อับอายอย่างยิ่งของรัฐบาลและผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ที่ไม่มีมาตรการอะไรมารองรับทั้งที่รู้ว่าโอกาสเกิดน้ำท่วมแบบฉับพลันมีสูง

แต่เป็นความอับอายที่เกิดขึ้นภายในประเทศถือว่าหยวนๆกันไปเพราะคนไทยต่างรับรู้ถึงความไม่ประสีประสาของรัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีระกูล ที่ถนัดเดินสายมูและเดินสายร้องเพลงมากกว่า แถมห้อมล้อมด้วยพวกลูกเทพที่ไร้ประสบการณ์บริหารประเทศแบบเชิงรุก
ในจังหวะนี้เกิดความอับอายซ้อนอับอายที่ทำให้ประเทศไทยถูกชาวโลกกล่าวขานในเชิงลบจากผลงานของบริษัท การบินไทย จำกัด(มหาชน)หรือเจ้าจำปี ที่ปล่อยให้กระเป๋าเดินทางและสัมภาระของผู้โดยสารตกค้างอยู่ในพื้นที่บริการ ในท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เป็นจำนวนมาก รวมถึงผู้โดยสารตกค้างจำนวนมากเช่นกัน บางคนมียาอยู่ในกระเป๋าที่ต้องกินประจำไม่สามารถทำได้ บางคนนั่งรออยู่กว่า 24 ชั่วโมงยังไม่สามารถเดินทางได้
หรือเที่ยวบินTG 924 บินจากกรุเทพฯไปมิวนิคตั้งแต่เริ่มวันใหม่ 28 กันยายน แต่กลับบินได้วันที่ 29 กันยายน เวลา 06.59 น.ต้องดีเลย์ 30 ชั่วโมง หรือบินจากเฉินตู ประเทศจีน ร่อนลงสนามบินสุวรรณภูมิ จากนั้นขนผู้โดยสารไปเฉินตู ปรากฏว่ากระเป๋าผู้โดยสารจากเฉินตู ถูกขนกลับไปด้วย
ปัญหาผู้โดยสารตกค้างจากการบินไทย ยังเกิดขึ้นในต่างประเทศด้วย อาทิ สนามบินนาริตะ ของญี่ปุ่น ทางเจ้าหน้าที่สนามบินนาริตะ แก้ปัญหาด้วยการประสานให้ผู้โดยสารการบินไทย ซื้อตั๋วจากสายการบินอื่นเดินทางกลับไทย
สาเหตุแห่งความอับอายสื่อหลายสำนักนำเสนอตรงกันว่า เนื่องจากเกิดสถานการณ์น้ำท่วมในหลายพื้นที่ ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการภาคพื้นที่ดินของสายการบินไทยบางส่วนไม่สามารถเดินทางเข้าปฏิบัติงานได้ตามปกติ ทำให้กำลังของเจ้าหน้าที่ไม่เพียงพอ ประกอบกับรถลำเลียงสัมภาระบางส่วนเกิดขัดข้อง
ในห้วงเวลาที่เกิดปัญหากลับไม่มีผู้บริหารการบินไทยฯหรือผู้มีอำนาจสั่งการภายในสนามบิน ออกมาชี้แจงหรือแจ้งข่าวให้ผู้โดยสารทราบเลย รวมถึงไม่คิดวางแผนแก้ปัญหาเฉพาะแต่อย่างใดทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าเกิดสถานการณ์น้ำท่วมจะส่งผลกระทบอย่างไร อาทิบ้านพนักงานถูกน้ำท่วมแน่นอน และบริษัทที่ดำเนินการภาคพื้นดินเป็นบริษัทลูกของการบินไทย ย่อมจะมีข้อมูลอยู่แล้วว่าพนักงานบริษัทฯส่วนใหญ่พักอาศัยหมู่บ้านเดียวกันส่วนใหญ่หรือไม่ก็เป็นหมู่บ้านในละแวกเดียวกัน ควรที่จะประสานจัดรถรับส่ง ทางกองทัพอากาศพร้อมให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่กลับไม่ดำเนินการ
ขณะที่เกิดความโกลาหลนอกจากไร้เงาประธานเจ้าหน้าที่บริหารฯหรือดีดี แล้ว ยังไร้เงารัฐมนตรีจากกระทรวงคมนาคมอีกต่างหาก แทนที่จะเข้าไปช่วยแก้ปัญหาแบบทันทีกลับปล่อยให้เวลาทอดยาวออกไป
จากคำสัมภาษณ์ของนายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่าทางกระทรวงฯทำอะไรไม่ได้ เพราะไม่ได้อยู่ในอำนาจ กระทรวงฯกำกับดูแลการท่าอากาศยานเท่านั้น เท่าติดตามพบว่าผู้เกี่ยวข้องประชุมกันกว่า 5 ชั่วโมง ยังไม่ได้ข้อสรุป ช่วงสองทุ่มนายสรรเพ็ชร บุญญามณี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เดินทางเข้าไปบอกว่ามึนตึ้บสามทุ่มยังประชุมอยู่เลย คงใช้เวลา 3-4 วันคงเข้าที่เข้าทาง
ขณะที่ผู้โดยสารต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่าปัญหาเกิดที่สายการบินไทยเพียงสายการเดียว สายการบินอื่นไม่มี อาทิ ผู้โดยสารเดินทางจากอุดรธานี ปลายทางกรุงเทพฯ ยอมทิ้งตั๋วการบินไทย ซื้อตั๋วของเวียดเจ็ท บินได้ทันที
สาเหตุที่ไม่เกิดกับสายการบินอื่น เพราะบริษัทลูกของบริษัทการบินไทย รับบริการภาคพื้นที่ดินของสายการบินอื่นๆด้วย หากบริการล่าช้าจะถูกปรับ จึงทุ่มไปบริการสายการบินอื่นโดยไม่เหลียวแลผู้โดยสารการบินไทย ผู้บริหารบริษัทฯลูกและผู้บริหารบริษัทแม่ คงประเมินแล้วว่าถ้าทำให้การบินไทยเสียหาย คงไม่ถูกปรับแน่นอน ผู้โดยสารที่ใช้บริการจะลำบากแค่ไหนช่างมันเถอะ
เมื่อมองบริบทโดยรวมที่ยกมานำเสนอ สะท้อนให้เห็นถึงความไร้ศักยภาพในสองส่วน ส่วนแรก ผู้บริหารการบินไทยไร้สำนึกรับผิดชอบ จะเสียหายหรือขาดทุนอย่างไร รัฐบาลต้องใช้ภาษีชาวบ้านมาอุ้มอยู่แล้ว ส่วนที่สอง รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องขาดประสบการณ์การบริหารจัดการเพราะไม่กล้าพอที่จะเป็นตัวหลักวางแผนแก้ปัญหาเฉพาะหน้าอย่างเป็นระบบ ทั้งที่สามารถดำเนินการได้แต่กลับทิ้งให้ผู้โดยสารทั้งไทยและต่างชาติรับชะตากรรม จนถูกประจานไปทั่วโลก
นอกจากเสียงวิพากษ์วิจารณ์ตามสื่อโซเชียลว่าเหตุฉาวโฉ่นี้เกิดขึ้นเพราะดีดีการบินไทยกำลังหมดวาระพร้อมกับมีข่าวว่าขั้วการเมืองได้วางตัวดีดีคนใหม่ไว้เรียบร้อยแล้ว จึงเกิดเกมวางยากันขึ้น
หากเป็นจริงตามข่าวนี้ขอประณามว่าชั่วยันเงา ที่เอาความเดือดร้อนของประชาชนและชื่อเสียงของประเทศมาละเลงในเกมชิงอำนาจ!!!


