“เอกนิติ” ลุยอยุธยา รับมือน้ำเจ้าพระยา สั่งเร่งผันน้ำ–เสริมแนวป้องกันพื้นที่สำคัญ

รองนายกฯ “เอกนิติ” ลงพื้นที่อยุธยา ติดตามสถานการณ์อุทกภัย เร่งบริหารน้ำ–เสริมแนวป้องกันพื้นที่สำคัญ กำชับทุกหน่วยเตรียมพร้อมดูแลประชาชนและกลุ่มเปราะบาง

วันที่ 25 กันยายน 2569 เวลา 10.30 น. นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในฐานะประธานกรรมการป้องกันและแก้ไขปัญหาอุทกภัยและภัยแล้งในพื้นที่ภาคกลาง พร้อมด้วยนายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เพื่อติดตามสถานการณ์อุทกภัย การบริหารจัดการน้ำ และความพร้อมลดผลกระทบต่อประชาชน โดยมีนายชวนินทร์ วงศ์สถิตจิรกาล ผู้ว่าราชการจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมหน่วยงานในพื้นที่ร่วมรายงานสถานการณ์

คณะได้ติดตามการป้องกันน้ำท่วมบริเวณวัดไชยวัฒนาราม ซึ่งกรมศิลปากรติดตั้งแนวบังเกอร์ป้องกันน้ำท่วมสำเร็จรูป สูง 1.90 เมตร ตามแนวริมแม่น้ำเจ้าพระยาระยะทางประมาณ 165 เมตร จำนวน 138 แผ่น พร้อมผ้าใบ กระสอบทราย และเครื่องสูบน้ำระบบอัตโนมัติรองรับกรณีน้ำรั่วซึม ก่อนเดินทางไปยังวัดกษัตราธิราชวรวิหาร ซึ่งอยู่ระหว่างติดตั้งแนวบังเกอร์แบบน็อกดาวน์ระยะทางประมาณ 120 เมตร สูง 1.90 เมตร พร้อมเครื่องสูบน้ำ 2 เครื่อง เพื่อป้องกันน้ำจากแม่น้ำเจ้าพระยาเข้าสู่พื้นที่สำคัญภายในวัด

นายเอกนิติ กล่าวว่า สถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคกลาง โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ยังต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เนื่องจากมีทั้งมวลน้ำจากพื้นที่ตอนบน การระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยา และฝนที่ตกหนักในหลายพื้นที่ ซึ่งอาจทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำและลำน้ำสาขาเพิ่มสูงขึ้น โดยการลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นไปตามความห่วงใยของนายกรัฐมนตรีที่ให้ยึดความเดือดร้อนและความปลอดภัยของประชาชนเป็นสำคัญ พร้อมเน้น “ป้องกันไว้ก่อน” และบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ท้ายน้ำ

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้เร่งบริหารจัดการและผันน้ำออกด้านข้าง รวมถึงใช้พื้นที่ทุ่งรับน้ำตามความเหมาะสม เพื่อลดปริมาณน้ำที่จะไหลลงสู่พื้นที่ตอนล่าง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบายน้ำท้ายเขื่อนเจ้าพระยาในอัตรา 1,900 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที พร้อมเชื่อมโยงการบริหารจัดการน้ำทุกพื้นที่ไม่ให้มวลน้ำไหลสมทบจนเพิ่มผลกระทบต่อประชาชน

นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลนำแนวทางบริหารจัดการน้ำแบบ “ก้างปลา” มาใช้ โดยกระจายน้ำออกทางด้านซ้ายและขวาของแม่น้ำเจ้าพระยา เพื่อลดปริมาณน้ำในลำน้ำสายหลักและพื้นที่ท้ายเขื่อน พร้อมกำชับจังหวัด อำเภอ ปภ. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สำรวจพื้นที่เสี่ยงและความต้องการของประชาชน เตรียมเครื่องสูบน้ำ อุปกรณ์ขนย้าย เต็นท์ และสถานที่รองรับการอพยพให้พร้อมใช้งาน รวมทั้งติดตามทั้งปริมาณฝน ระดับน้ำ และน้ำทะเลหนุนอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า จากการติดตามความพร้อมของพื้นที่อุตสาหกรรมในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่าสวนอุตสาหกรรมและนิคมอุตสาหกรรมได้จัดเตรียมเขื่อนและคันดินป้องกันน้ำรองรับสถานการณ์ พร้อมกำชับให้ติดตามระดับน้ำอย่างใกล้ชิด ป้องกันผลกระทบต่อภาคการผลิต ควบคู่กับการดูแลความปลอดภัยของแรงงานและชุมชนโดยรอบ

นายนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร รองปลัดกระทรวงมหาดไทย เน้นย้ำให้จังหวัดและทุกหน่วยในพื้นที่ทำงานเชิงรุก โดยผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอต้องติดตามสถานการณ์ถึงระดับชุมชน ตรวจสอบพื้นที่เสี่ยงและจุดอ่อนของแนวป้องกันน้ำ เตรียมแผนอพยพและพื้นที่ปลอดภัยไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มต่ำ ชุมชนริมแม่น้ำ และจุดที่อาจได้รับผลกระทบจากระดับน้ำเพิ่มสูงขึ้น พร้อมให้ความสำคัญกับการแจ้งเตือนประชาชนล่วงหน้า เพื่อให้มีเวลาเตรียมตัวและเคลื่อนย้ายได้อย่างปลอดภัย

ด้านนายธีรพัฒน์ คัชมาตย์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กล่าวว่า ปภ. ได้กำชับสำนักงาน ปภ. จังหวัดและศูนย์ ปภ. เขตที่เกี่ยวข้อง ติดตามสถานการณ์น้ำและฝนตลอด 24 ชั่วโมง พร้อมเตรียมกำลังเจ้าหน้าที่ เครื่องสูบน้ำ เรือ รถขนย้าย และเครื่องจักรกลสาธารณภัยไว้ในพื้นที่เสี่ยง เพื่อให้สามารถเข้าช่วยเหลือประชาชนได้ทันที รวมถึงประสานจังหวัดตรวจสอบข้อมูลพื้นที่เสี่ยงและยืนยันสถานการณ์ให้รวดเร็ว เพื่อใช้ประกอบการแจ้งเตือนประชาชนผ่านช่องทางต่าง ๆ รวมถึง Cell Broadcast เมื่อสถานการณ์มีความจำเป็น

สำหรับจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ประกาศเขตพื้นที่ประสบสาธารณภัยและเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยแล้ว 5 อำเภอ 64 ตำบล 301 หมู่บ้าน และ 14 ชุมชน พร้อมยกระดับมาตรการป้องกันทั้งชุมชน พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่การเกษตร โบราณสถาน และพื้นที่อุตสาหกรรม ตลอดจนเตรียมการช่วยเหลือและอพยพประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง เพื่อรองรับสถานการณ์น้ำที่อาจเพิ่มสูงขึ้นและลดผลกระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด