ขับรถลุยน้ำท่วม ฉบับสมบูรณ์: ระดับน้ำเท่าไรห้ามผ่าน 7 ขั้นตอนขับผ่านน้ำ รถดับกลางน้ำต้องทำอะไร เช็กอะไรหลังลุยน้ำ และประกันจ่ายไหม

ทุกครั้งที่ฝนถล่มกรุงเทพฯ ภาพรถดับกลางน้ำหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แจ้งวัฒนะ งามวงศ์วาน หรือพหลโยธินจะกลับมาอีก รถที่ดับกลางน้ำหนึ่งคันไม่ได้เสียแค่ค่าซ่อมหลักหมื่นถึงหลักแสน แต่ทำให้ถนนทั้งเส้นหยุดนิ่ง และเป็นจุดที่คนถูกไฟดูดหรือถูกรถชนขณะลงไปเข็นรถ บทความนี้บอกวิธีประเมินว่าน้ำระดับไหนรถคุณผ่านได้ ขั้นตอนขับผ่านน้ำที่ถูกต้อง สิ่งที่ต้องทำและห้ามทำเมื่อรถดับ รายการที่ต้องเช็กหลังลุยน้ำ สิ่งที่ต้องทำเมื่อรถจอดอยู่แล้วน้ำท่วมถึง และเกณฑ์ประกันภัยของ คปภ. ที่ใช้ตัดสินว่าประกันจ่ายเท่าไร

ทำไมรถถึงดับกลางน้ำ

รถน้ำมันดับกลางน้ำด้วยสาเหตุหลักสามอย่าง หนึ่งคือน้ำถูกดูดเข้าท่อไอดีซึ่งปากท่อมักอยู่ระดับกันชนบนถึงไฟหน้า เมื่อน้ำเข้ากระบอกสูบ เครื่องยนต์จะดับทันทีและถ้าสตาร์ทซ้ำก้านสูบจะคด สองคือน้ำกระเด็นเข้าระบบไฟ จานจ่าย คอยล์ กล่องควบคุม (ECU) และปลั๊กสายไฟ ทำให้ไฟดับหรือเครื่องสะดุด สามคือน้ำย้อนเข้าท่อไอเสียเมื่อผู้ขับผ่อนคันเร่งกลางน้ำหรือหยุดรถ ทำให้เครื่องดับเพราะไอเสียออกไม่ได้ การขับผ่านน้ำที่ถูกต้องคือการป้องกันทั้งสามอย่างพร้อมกัน

ระดับน้ำเท่าไรผ่านได้ ดูจากอะไร

หลักง่ายที่สุดคือ ดูรถคันหน้าและขอบฟุตพาท ฟุตพาทในกรุงเทพฯ สูงราว 15 ถึง 20 เซนติเมตร ถ้าน้ำท่วมมิดฟุตพาท แปลว่าน้ำเกิน 20 เซนติเมตรแล้ว จุดที่สองคือล้อรถคันหน้า ถ้าน้ำถึงครึ่งล้อของรถเก๋ง (ราว 30 เซนติเมตร) รถเก๋งคันถัดไปไม่ควรตาม จุดที่สามคือประกาศของศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม. ที่ระบุถนนซึ่ง “รถเล็กห้ามผ่าน” ซึ่งหมายถึงน้ำเกิน 30 เซนติเมตร (วิธีเช็กระดับน้ำท่วมถนนแบบเรียลไทม์)

ประเภทรถระดับน้ำที่ควรหยุดคิดห้ามผ่านเมื่อจุดอ่อน
รถเก๋งและอีโคคาร์20 เซนติเมตร (ครึ่งล้อ)เกิน 30 เซนติเมตร หรือน้ำถึงกลางประตูปากท่อไอดีต่ำ ระยะต่ำสุดจากพื้น 13 ถึง 16 เซนติเมตร
รถกระบะ เอสยูวี ยกสูง30 ถึง 40 เซนติเมตรเกิน 50 เซนติเมตร หรือน้ำถึงกันชนหน้าระยะต่ำสุด 20 ถึง 25 เซนติเมตร แต่ปากท่อไอดีบางรุ่นอยู่หลังไฟหน้า
รถไฟฟ้า (EV) และปลั๊กอินไฮบริดตามคู่มือผู้ผลิต ส่วนใหญ่ราว 30 เซนติเมตรน้ำไหลแรง หรือแช่นานเกินไม่กี่นาที ต้องเลี่ยงแม้ระดับต่ำแบตเตอรี่แรงดันสูงใต้ท้องรถ จุดต่อสาย พอร์ตชาร์จ
มอเตอร์ไซค์15 ถึง 20 เซนติเมตร (ใต้ท่อไอเสีย)น้ำถึงท่อไอเสียหรือมองไม่เห็นพื้นถนนท่อไอเสีย กรองอากาศใต้เบาะ ล้อเล็กตกหลุมง่าย

ตัวเลขนี้ใช้กับน้ำนิ่ง ถ้าน้ำไหลหรือมีคลื่นจากรถสวน ให้ลดระดับที่ยอมรับได้ลงครึ่งหนึ่ง และเมื่อมองไม่เห็นพื้นถนน ให้ถือว่าอาจมีฝาท่อเปิด หลุม หรือขอบทางอยู่ใต้น้ำ น้ำที่ไหลด้วยความเร็วเพียง 1 เมตรต่อวินาทีที่ระดับ 30 เซนติเมตรมีแรงพอที่จะดันรถเก๋งให้ลอยและเคลื่อนได้

7 ขั้นตอนขับผ่านน้ำท่วม

  1. เช็กก่อนออกจากบ้าน ดูระดับน้ำถนนสายหลักของ กทม. เรดาร์ฝน และประกาศ BKK_BEST ถ้าเส้นทางประจำท่วม ให้ใช้ทางด่วนซึ่งยกสูงหรือรอ 1 ถึง 2 ชั่วโมง น้ำรอระบายส่วนใหญ่ลดภายในเวลานั้น การรอถูกกว่าค่าซ่อมเสมอ
  2. ปิดแอร์ก่อนถึงน้ำ พัดลมหน้าหม้อน้ำจะตีน้ำกระจายเข้าห้องเครื่องและอาจหักเมื่อปั่นในน้ำ เปิดกระจกแทนถ้าอบอ้าว
  3. ใช้เกียร์ต่ำ เกียร์ธรรมดาใช้เกียร์ 1 หรือ 2 เกียร์อัตโนมัติใช้ L, 1 หรือโหมดแมนนวลเกียร์ 1 ถึง 2 เพื่อรักษารอบเครื่องให้คงที่ราว 1,500 ถึง 2,000 รอบ รอบที่สูงพอทำให้แรงดันไอเสียดันน้ำออกจากท่อได้
  4. ขับช้าและสม่ำเสมอ ความเร็วไม่เกิน 5 ถึง 10 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ห้ามเร่งแล้วผ่อน เพราะน้ำจะย้อนเข้าท่อไอเสียตอนผ่อน ห้ามเปลี่ยนเกียร์กลางน้ำ และห้ามหยุดรถกลางน้ำถ้าไม่จำเป็น
  5. เว้นระยะห่างจากคันหน้า 2 ถึง 3 เท่าของปกติ เพื่อไม่ต้องหยุดกลางน้ำถ้าคันหน้าดับ และไม่ให้คลื่นจากคันหน้าซัดเข้าห้องเครื่อง ถ้ามีรถใหญ่ ให้ตามแนวล้อของมันเพราะพื้นตรงนั้นผ่านได้แน่ แต่เว้นระยะเพราะคลื่นท้ายรถใหญ่สูง
  6. ไม่แซงและไม่สวนกับรถที่วิ่งเร็ว คลื่นจากรถสวนที่วิ่งเร็วสามารถยกน้ำสูงขึ้นอีก 20 ถึง 30 เซนติเมตรชั่วขณะ ถ้ารถสวนมาเร็ว ให้ชะลอจนคลื่นผ่านแล้วค่อยไปต่อ
  7. พ้นน้ำแล้วอย่ารีบเร่ง แตะเบรกเบา ๆ หลายครั้งเพื่อไล่น้ำจากจานเบรก แล้วขับช้าอีก 1 ถึง 2 กิโลเมตรเพื่อให้ระบบแห้ง สังเกตเสียงและไฟเตือนบนหน้าปัด

รถดับกลางน้ำ ต้องทำและห้ามทำอะไร

  • ห้ามสตาร์ทซ้ำเด็ดขาด ทุกค่ายรถและอู่ย้ำเรื่องเดียวกัน ถ้าน้ำเข้าเครื่องแล้วการสตาร์ทจะทำให้ก้านสูบคดและเครื่องพัง ค่าซ่อมจากหลักหมื่นกลายเป็นหลักแสน และประกันอาจปฏิเสธเพราะถือว่าความเสียหายส่วนเพิ่มเกิดจากการกระทำหลังเหตุ
  • บิดกุญแจปิด เปิดไฟฉุกเฉิน ดึงเบรกมือ ถ้าเป็นรถระบบกดปุ่ม ให้กดปิดค้างจนดับสนิท
  • ออกจากรถถ้าน้ำยังขึ้น ถ้าน้ำเริ่มเข้าห้องโดยสาร ให้ออกทันทีทางประตูฝั่งที่น้ำต่ำกว่าหรือฝั่งฟุตพาท หากประตูเปิดไม่ได้ให้ลดกระจก อย่ารอในรถ และระวังรถคันอื่นขณะออก
  • เข็นไปที่สูงถ้าน้ำตื้นและมีคนช่วย เพื่อให้น้ำไม่ท่วมสูงขึ้นถึงกล่องควบคุมและเบาะ ปลดเกียร์ว่างและมีคนควบพวงมาลัย
  • โทรขอความช่วยเหลือ สายด่วนจราจร 1197 ตำรวจทางหลวง 1193 หรือศูนย์ประกันภัยของคุณเพื่อเรียกรถยก ประกันชั้น 1 ส่วนใหญ่มีบริการรถยกฟรีในระยะที่กำหนด ถ่ายรูปรถ ระดับน้ำ และป้ายถนนไว้เป็นหลักฐาน
  • ถ้าเครื่องดับเพราะน้ำแค่กระเด็นเข้าระบบไฟ เปิดฝากระโปรงดูว่ากรองอากาศเปียกหรือไม่ ถ้ากรองอากาศแห้งและไม่มีน้ำในท่อไอดี อาจสตาร์ทได้หลังรอ 10 ถึง 15 นาทีให้ระบบไฟแห้ง แต่ถ้ากรองอากาศเปียกหรือน้ำสูงถึงระดับกันชนบน ห้ามสตาร์ท ให้ลากไปอู่
  • รถอีวีที่ดับหรือขึ้นไฟเตือนแบตเตอรี่ในน้ำ ออกจากรถ ห้ามแตะใต้ท้องรถหรือพอร์ตชาร์จ และเรียกรถยกของศูนย์บริการ

หลังลุยน้ำ ต้องเช็กอะไร

รายการดูอย่างไรทำอะไรถ้าผิดปกติ
เบรกทดสอบทันทีหลังพ้นน้ำ เป็นระบบแรกที่ต้องเช็กตามข้อสอบใบขับขี่ถ้าเบรกลื่นหรือมีเสียง ขับช้าและแตะเบรกเบา ๆ จนกลับมาปกติ
น้ำมันเครื่องและน้ำมันเกียร์ดึงก้านวัดดูสี ถ้าขาวขุ่นเหมือนกาแฟใส่นมแปลว่าน้ำเข้าห้ามขับต่อ ลากไปเปลี่ยนถ่ายที่อู่
กรองอากาศเปิดกล่องกรองดูว่าเปียกหรือมีคราบน้ำเปลี่ยนกรอง และให้อู่ตรวจว่าน้ำเข้าท่อไอดีหรือไม่
พรมและใต้เบาะกดพรมดูว่าชื้นหรือมีน้ำรื้อพรมตากภายใน 1 ถึง 2 วัน ไม่เช่นนั้นจะขึ้นราและกินปลั๊กไฟใต้เบาะ
ลูกปืนล้อ จารบี เพลาขับเสียงหอนหรือครืดขณะขับหลังลุยน้ำนานเกิน 30 นาทีให้อู่ตรวจและอัดจารบีใหม่
ระบบไฟและกล่องควบคุมไฟเตือนบนหน้าปัดค้าง ระบบไฟฟ้าทำงานผิดปกติให้อู่สแกนโค้ดและตรวจปลั๊กสาย
รถไฟฟ้าไฟเตือนแบตเตอรี่ กลิ่นไหม้ ระยะทางลดผิดปกติให้ศูนย์บริการตรวจแพ็กแบตเตอรี่ก่อนชาร์จ จอดกลางแจ้ง

รถจอดอยู่แล้วน้ำท่วมถึง ต้องทำอย่างไร

  • น้ำยังไม่ถึงขอบประตูล่าง ย้ายรถไปที่สูงได้ทันทีโดยขับช้าตามขั้นตอนด้านบน จุดจอดที่ดีคือทางด่วนไม่ได้ (ผิดกฎหมาย) แต่ห้าง อาคารจอดรถ สะพานข้ามแยกที่มีไหล่ทาง และวัดที่เปิดให้จอดฟรีช่วงเหตุการณ์ใช้ได้ ดูรายชื่อที่จอดรถฟรีในหน้ารวมสถานการณ์น้ำท่วมของไทยแทบลอยด์
  • น้ำเข้าห้องโดยสารแล้ว ห้ามสตาร์ท ห้ามเปิดสวิตช์ไฟ ถ่ายรูประดับน้ำที่ตัวรถทุกด้าน ป้ายทะเบียน และสภาพแวดล้อม แล้วแจ้งประกันภัยภายใน 24 ชั่วโมง เรียกรถยกเมื่อน้ำลด
  • รถอีวีที่จมน้ำ ห้ามชาร์จ ห้ามสตาร์ท และไม่ควรจอดในอาคารปิดหลังกู้ขึ้นมา เพราะแบตเตอรี่อาจลัดวงจรและติดไฟหลายวันหลังจากนั้น
  • ปลดขั้วแบตเตอรี่ ถ้าเข้าถึงห้องเครื่องได้โดยไม่ต้องลงน้ำ เพื่อลดความเสียหายของระบบไฟ

จุดน้ำท่วมซ้ำซากบนถนนสายหลัก กทม. ที่รถดับบ่อย

จากการรายงานของผู้สื่อข่าวไทยแทบลอยด์และประกาศของศูนย์ป้องกันน้ำท่วม กทม. ในเหตุการณ์ 24 ถึง 26 กันยายน 2569 และเหตุการณ์ฝนถล่มก่อนหน้า จุดที่มีรถดับกลางน้ำซ้ำแล้วซ้ำอีกมีลักษณะร่วมคือเป็นทางลอด จุดกลับรถใต้สะพาน หรือช่องคู่ขนานที่ต่ำกว่าถนนหลัก

  • ถนนวิภาวดีรังสิต ช่วงหน้ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสถานีรถไฟฟ้าหลักสี่
  • ถนนแจ้งวัฒนะ จุดลงทางด่วนมุ่งหน้าปากเกร็ด และช่วงเลียบคลองประปา
  • ถนนงามวงศ์วาน ช่วงเดอะมอลล์ถึงพันธุ์ทิพย์ และแยกพงษ์เพชร
  • ถนนรามคำแหง หลายช่วง และซอยรามคำแหง 43/1
  • ถนนพหลโยธิน ซอย 54/1 เขตสายไหม และช่องคู่ขนานหน้าวังน้อย
  • จุดกลับรถใต้สะพานบางบัว เขตบางเขน ซึ่งสำนักงานเขตประกาศห้ามผ่านเมื่อฝนหนัก
  • ถนนเทพรักษ์ ช่วงจากบิ๊กซีสะพานใหม่
  • ซอยสุขุมวิท 101/1 และซอยสุขุมวิท 63 (เอกมัย)
  • ถนนเทพรัตน (บางนา-ตราด) ช่องคู่ขนานขาออกจากแยกบางนา
  • ถนนรัชดาภิเษก แยกรัชดา-ลาดพร้าว และถนนเพชรบุรีตัดใหม่

ถ้าเส้นทางประจำผ่านจุดเหล่านี้ ให้เช็กระดับน้ำที่สถานีวัดของ กทม. ก่อนออกจากบ้านทุกครั้งที่ฝนตกหนักเกิน 1 ชั่วโมง และเตรียมเส้นทางเลี่ยงที่ใช้ทางด่วนหรือถนนที่ยกสูงไว้ล่วงหน้า

ประกันรถคุ้มครองไหม: เกณฑ์ คปภ. 5 ระดับ

ประกันภัยรถยนต์ชั้น 1 คุ้มครองความเสียหายจากน้ำท่วมโดยทั่วไป ส่วนชั้น 2+ และ 3+ คุ้มครองเฉพาะกรมธรรม์ที่ระบุภัยธรรมชาติ และชั้น 2 กับ 3 ไม่คุ้มครอง สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) กำหนดเกณฑ์กลางให้บริษัทประกันใช้ประเมินค่าซ่อมรถน้ำท่วม 5 ระดับตามระดับน้ำที่เข้าตัวรถ

ระดับน้ำท่วมถึงค่าซ่อมโดยประมาณตามเกณฑ์ คปภ.
Aพื้นรถ เช่น พรมพื้น8,000 ถึง 10,000 บาท
Bเบาะนั่ง และระบบไฟฟ้าบางส่วน15,000 ถึง 20,000 บาท
Cส่วนล่างของคอนโซลหน้า25,000 ถึง 30,000 บาท
Dส่วนบนของคอนโซลหน้า30,000 บาทขึ้นไป
Eรถจมน้ำทั้งคันบริษัทประกันคืนทุนประกันทั้งหมดให้ผู้เอาประกันหรือผู้รับผลประโยชน์

เกณฑ์เพิ่มเติมที่ คปภ. ประกาศหลังน้ำท่วมภาคใต้ปลายปี 2568 คือ หากค่าซ่อมเกินร้อยละ 70 ของราคารถปัจจุบัน บริษัทต้องจ่ายเต็มจำนวนตามกรมธรรม์ (คืนทุน) โดยประกันชั้น 1 อ้างอิงราคารถปัจจุบัน ส่วนชั้น 2+ และ 3+ ใช้ทุนประกันที่กำหนดตอนทำสัญญา

ขั้นตอนเคลมรถน้ำท่วม

  1. ถ่ายรูปและวิดีโอระดับน้ำที่ตัวรถทุกด้าน ป้ายทะเบียน ภายในรถ และบริเวณโดยรอบ ระบุวันเวลา
  2. โทรแจ้งบริษัทประกันภายใน 24 ชั่วโมง (เบอร์อยู่บนสติกเกอร์กระจกหน้า) แจ้งว่ารถถูกน้ำท่วม ระดับน้ำประมาณเท่าไร และสตาร์ทหรือไม่
  3. ห้ามสตาร์ท ห้ามซ่อมเองก่อนเจ้าหน้าที่ประเมิน รอรถยกจากประกันหรือให้ประกันอนุมัติรถยกที่คุณเรียก
  4. เตรียมสำเนากรมธรรม์ ทะเบียนรถ ใบขับขี่ และบัตรประชาชน กรมธรรม์ที่เปียกน้ำบริษัทตรวจสอบจากระบบได้
  5. รอใบประเมินความเสียหายและระดับตามเกณฑ์ คปภ. ถ้าไม่เห็นด้วยกับการประเมิน ร้องเรียนได้ที่สายด่วน คปภ. 1186

แหล่งอ้างอิง

ระดับน้ำที่แนะนำเป็นค่าทั่วไป ตรวจสอบคู่มือรถของคุณ ปรับปรุงล่าสุด 26 กันยายน 2569