การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับอธิบดีและปลัดกระทรวงต่างๆของรัฐบาลยุคที่ผ่านมาจะแฝงความเหนียมอายที่จะตั้งข้าราชการคอยรับใช้ใกล้ชิด บางคนถูกมองว่าเต็งหนึ่งได้คุมกรมสำคัญมากด้วยผลประโยชน์ กลับได้นั่งกรมไม่สำคัญ เพราะคนตั้งเกรงว่าข้าราชการที่ตั้งใจทำงานจะเสียขวัญ

แต่มาถึงยุครัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีระกูล ความเหนียมอายได้สูญพันธุ์ไปแล้วไล่ตั้งแต่แต่งรัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ล้วนต้องผ่านความเห็นขอบจากบ้านใหญ่ของก๊กต่างๆในพรรค รวมถึงต้องมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนายเนวินชิดชอบ ผู้นำจิตวิญญาณของพรรค อย่างกรณีตั้ง พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ นั่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมหรือกระทรวงตาชั่ง ตั้งแต่รัฐบาลอนุทิน 1มาถึงอนุทิน 2 แวดวงการเมืองและแวดวงสีกากีสังกัดเดิมชอง พล.ต.ท.รุทธพล ต่างรับรู้รับทราบว่าเส้นทางรับราชการวนเวียนอยู่ในพื้นที่อีสานใต้
สำหรับความไม่เหนียมอายที่เกิดขึ้นล่าสุดเมื่อ คณะรัฐมนตรีเห็นชอบให้ ร.ต.อ.ปิยะ รักสกุล อธิบดีกรมคุมประพฤติ มาเป็นอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ตรงตามโผที่พรรคฝ่ายค้านอภิปรายในสภาฯแบบทำนายล่วงหน้าว่าร.ต.อ.ปิยะ จะย้ายมาคุมดีเอสไอ พร้อมโชว์ภาพ ร.ต.อ.ปิยะ ยืนยกมือไหว้รอรับนายอนุทิน ที่สนามบินบุรีรัมย์
ส.ส.พรรคฝ่ายค้านอภิปรายตั้งข้อสังเกตอีกว่าร.ต.อ.ปิยะ เป็น 1ใน5 เสียงของอนุไต่สวนคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ชุดที่ 36 มีความสั่งยกคำร้องผู้เกี่ยวข้องคดีโกงฮั้ว ส.ว.229 คนมีแกนนำพรรคภูมิใจไทย 21 คน ทั้งนายอนุทินและนายเนวิน รวมอยู่ แม้ พล.ต.ท.รุทธพล ชี้แจงว่าการแต่งตั้ง ร.ต.อ.ปิยะ เป็นอำนาจของปลัดกระทรวงฯฝ่ายการเมืองหรือรัฐมนตรีไม่เกี่ยว
หากนำคำชี้แจงนี้ไปทำโพลถามชาวบ้านตั้งแต่เด็กอมมือยันคนสูงอายุว่าใครเชื่อบ้าง คงจะได้คำตอบว่ามองจากอังคารยังรู้เลยว่าตอบแก้เกี้ยวหรือโกหกตายตกนรกแน่นอน
ขณะเดียวกันสื่อโซเชียลอยู่ในมือของบุคลากรที่สังกัดกระทรวงยุติธรรมทั้งในอดีตและปัจจุบัน ต่างวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในเชิงว่าถ้าอยากได้ตำแหน่งต้องทำงานแบบถวายหัวให้นายกฯหรือรัฐมนตรี แม้บางครั้งจะละเลยข้อเท็จจริงจะต้องทำ
ขอยกตัวอย่างอดีตข้าราชการระดับสูงคนหนึ่ง ของ กระทรวงยุติธรรมโพสต์แบบลอยว่า”ข้าราชการอ่อนแอและเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์สาธารณะ เพราะภาคการเมืองเป็นผู้สร้างและกระทำมาอย่างต่อเนื่องและยาวนาน”
ปรากฏว่ามีคนในแวดวงกระทรวงยุติธรรม แสดงความเห็นต่อท้ายจำนวนมาก เนื้อหาทำนองมุ่งตรงไปที่การแต่งตั้งโยกย้ายในกระทรวงยุติธรรม อาทิ ความเห็นอดีตรองผู้อำนวยการสำนักฯคนหนึ่งมีโอกาสนั่งผู้อำนวยการฯแต่ไม่สามารถรับเงื่อนไขหารายได้ประเคนนักการเมืองได้ บอกว่า”เป็นธรรมเนียมปฏิบัติไปแล้ว ถ้าไม่สนองผลประโยชน์ได้อย่าหมายจะก้าวหน้า จะสู้เพื่อความเป็นธรรมให้สังคมฝันไปเถอะ ช่วยตัวเองยังไม่ได้เลย ข้าราชการคือข้าฯแผ่นดิน มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ได้แค่ท่องและเขียนปิดไว้ข้างฝา”
บางคนแสดงความเห็นว่า”ทุกวันนี้นั่งทำงานหรือสั่งงานอะไรกับผู้ใต้บังคับบัญชา ต้องระวังเลยว่าจะทำให้หรือไม่ เพราะรู้อยู่ว่าบ้านใหญ่ฝากมา ครั้นมองไปข้างบนต้องระวังอีกว่าจะถูกใจนายหรือไม่ เพราะฝ่ายการเมืองมีส่วนได้เสีย และนายเป็นเด็กในคาถาของนักการเมือง….ขวัญผวาจริงๆๆ..”
หรืออีกคนบอกว่า”เป็นแบบนี้มานานแล้ว ในอดีตรัฐมนตรียังระมัดระวังมากเพราะกลัวเสียภาพพจน์และเกรงข้าราชการจะเสียขวัญ แต่ทุกวันนี้กูอยากได้คนที่สนองตอบไม่ต้องอายไม่ต้องกลัวเสียขวัญกันแล้ว หน้าหนาอย่างเดียวจะได้ตามที่หมายปอง..”
นอกจากนี้ยังอีกความเห็นในทำนองเดียวกันแบบสีเสียดว่า ใครไหว้สวยได้ตำแหน่ง หรือ ได้กลิ่นความยุติธรรมโชยมาแต่ไกล หรือ มาช่วยสร้างมั่นคงให้เขากระโดง หรือ กระทรวงยุติธรรม ตาชั่งเอียงมานานแล้ว เป็นต้น
ที่ยกมานำเสนอเพียงเพื่อสื่อสารให้เห็นว่าการแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการแบบไม่เหนียมอายนั้นก่อให้เกิดคลื่นใต้น้ำในแต่ละกระทรวงไม่น้อย แถมกระทบต่อขวัญและกำลังใจของข้าราชการที่ตั้งใจใช้ผลงานเป็นบันไดก้าวสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้น ซึ่งจะส่งผลเสียต่อประชาชนที่จะไปใช้บริการเพราะไม่มั่นใจว่ายังมีข้าราชการให้พึ่งพาอีกบ้างหรือไม่ ?
ซึ่งเสียงสะท้อนหนักไปทางลบมิได้เกิดขึ้นแค่กระทรวงยุติธรรมเท่านั้น หลายๆกระทรวงปรากฏเป็นข่าวให้อยู่บ่อยครั้ง ข้าราชการหลายคนต่างพยายามหาคำตอบว่าจะทำอย่างไรถึงได้ก้าวหน้าและมั่นคงในตำแหน่งบ้าง มาถึงบางอ้อเมื่อเห็นภาพปลัดกระทรวงมหาดไทยไหว้ย่อนายอนุทิน และภาพที่ ร.ต.อ.ปิยะ ยืนไหว้นายอนุทินแบบนอบน้อมที่สนามบินบุรีรัมย์
จึงคาดว่าในระยะเวลาอันใกล้คงได้เห็นภาพข้าราชการหลายๆคนไปยืน ไหว้ย่อนายอนุทิน หลังเดินทางกลับจากสหรัฐอเมริกาหรือเจอในงานต่างๆอีกแน่นอน!!!


