“รัดเกล้า” หนุน 6 ร่าง พ.ร.บ. ความรุนแรงในครอบครัว จี้ปรับเปลี่ยนรังสีความคิด ชี้ “การให้อภัยไม่ใช่ทางแก้ปัญหา”

23 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายต่อที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎร ในวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรงในครอบครัว (และร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง) รวม 6 ฉบับ โดยชี้ว่าเป็นนิมิตหมายอันดีที่ทั้งฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และภาคประชาชน ร่วมกันผลักดันกฎหมายนี้ เนื่องจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัวไม่ใช่เรื่องทางการเมือง แต่เป็นเรื่องของทุกคนที่ส่งผลกระทบวงกว้างต่อระบบสาธารณสุข และเศรษฐกิจของประเทศ

นางรัดเกล้า เปิดเผยว่า ร่างกฎหมายทั้ง 6 ฉบับมีจุดร่วมในการเปลี่ยนผ่านทางความคิด (Shift Paradigm) ที่สำคัญ 3 ประการ

1.เปลี่ยนจุดศูนย์กลางกฎหมาย จากเดิมที่มุ่งเน้นไกล่เกลี่ยให้ครอบครัวคืนดีกัน มาเป็นการตั้งคำถามว่าจะปกป้องคุ้มครองผู้ถูกกระทำให้อยู่ในภาวะปลอดภัยได้อย่างไร
2.ขยายขอบเขตความรุนแรง ต้องครอบคลุมมากกว่าบาดแผลทางร่างกาย ทั้งการข่มขู่ บังคับ บีบคั้นจิตใจ รวมถึงการควบคุมตัดสิทธิทางการเงิน
3.เลิกยึดติดการให้อภัย การให้อภัยเป็นสิทธิ์ของผู้เสียหายที่จะเลือกเอง แต่รัฐหรือเจ้าหน้าที่ต้องไม่ใช้เรื่องการให้อภัยเป็นเงื่อนไขในการให้หรือไม่ให้การคุ้มครอง

พร้อมกันนี้ นางรัดกเล้า ได้เสนอ 4 หัวใจสำคัญจากร่างฉบับพรรคประชาธิปัตย์เพื่อนำไปปรับใช้ในชั้นกรรมาธิการ

1.เติมสวัสดิการและทางออกทางเศรษฐกิจ ปัญหาสังคมกับเศรษฐกิจแยกกันไม่ได้ การช่วยผู้เสียหายออกมาต้องมาพร้อมการจัดที่พักอาศัย การฝึกอาชีพ และการปรึกษาแก้ปัญหาหนี้สิน เพื่อไม่ให้กฎหมายเป็นเพียงตัวหนังสือบนกระดาษ
2.เฝ้าระวังก่อนเกิดเหตุ สร้างเครือข่ายระดับชุมชน (อสม. ผนวกผู้นำชุมชน และครู) พร้อมระบบประเมินความเสี่ยง 3 ระดับ เนื่องจากก่อนเกิดเหตุการณ์มักมีสัญญาณเตือน แต่คนในชุมชนขาดอำนาจและงบประมาณในการระงับเหตุ
3.เยียวยาบาดแผลทางใจของเด็ก หากพ่อแม่ทะเลาะกัน แม้เด็กจะไม่ถูกทำร้ายร่างกาย แต่ถือว่าเด็กตกเป็นเหยื่อความรุนแรงทางจิตใจแล้ว รัฐต้องมีกลไกประเมินและฟื้นฟูสภาพจิตใจเด็กทันทีโดยไม่ต้องรอให้เกิดเหตุบานปลาย
4.เปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จ เลิกวัดผลจากการทำให้คนคืนดีกัน เปลี่ยนมาใช้อัตราการสร้างพื้นที่ปลอดภัยให้แก่ผู้เสียหายเป็นหลัก

นอกจากนั้น นางรัดเกล้า ยังย้ำเตือนว่า ต่อให้เขียนกฎหมายออกมาดีเพียงใด แต่หากขาดกำลังคน งบประมาณ และระบบรองรับ กฎหมายนี้ก็เป็นได้เพียงเสือกระดาษ จึงขอให้ในชั้นกรรมาธิการกำหนดหน่วยงานกลางในการบูรณาการร่วมกันอย่างชัดเจน ทั้ง พม. ตำรวจ กระทรวงยุติธรรม สาธารณสุข มหาดไทย ศึกษาธิการ แรงงาน และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวเป็นการสร้างทุนมนุษย์ที่เข้มแข็งให้แก่ประเทศไทยต่อไป