วันที่ 23 ก.ย.69 ผู้สื่อข่าวรายงานเบื้องหลังปฏิบัติการลับของทีมงาน “บอยนักสืบ”สะกดรอยตามพฤติกรรมสามีตำรวจ ซึ่งภรรยาสงสัยว่าแอบไปมีความสัมพันธ์เชิงชู้สาวกับพนักงานหญิงในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่ง
บอยนักสืบ ระบุว่าได้ลงพื้นที่เฝ้าติดตามพฤติกรรมอย่างต่อเนื่องจนรวบรวมพยานหลักฐานได้แน่นหนากว่า 90%
จนเมื่อช่วงดึกที่ผ่านมา (22 ก.ย.) พบฝ่ายสามีได้นัดหมายหญิงชู้ และเดินทางด้วยรถโดยสารผ่านแอปพลิเคชันแกร็บ (Grab) มุ่งหน้าไปยังรีสอร์ทแห่งหนึ่ง ชุดสะกดรอยของ “บอยนักสืบ” จึงได้สะกดรอยติดตามไปอย่างกระชั้นชิด และสามารถบันทึกภาพหลักฐานสำคัญขณะที่ทั้งคู่เดินเข้าพักภายในนีสอร์ทได้อย่างชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ในระหว่างปฏิบัติการงาน ทางภรรยาซึ่งเป็นผู้ว่าจ้างได้โทรศัพท์ติดต่อเข้ามายังทีมงาน ร้องขอให้ “ไลฟ์สด” เหตุการณ์ เนื่องจากต้องการเห็นการทำงานและสถานการณ์จริงในขณะนั้น
ทีมงานจึงตัดสินใจเปิดไลฟ์สดตามคำขอ และเมื่อเดินเข้าใกล้บริเวณหน้าห้องพัก จนกระทั่งได้ยินเสียงกิจกรรมภายในห้องอย่างชัดเจน
เหตุการณ์กลับบานปลายขึ้นเมื่อฝ่ายภรรยาที่รับชมไลฟ์สดอยู่ เกิดอารมณ์โกรธแค้นอย่างรุนแรงและเดินทางมายังจุดเกิดเหตุทันทีเพื่อเผชิญหน้าสามีและหญิงชู้ จนทำให้สถานการณ์วิกฤตและเสี่ยงต่อความปลอดภัย ทำให้บอยนักสืบต้องตัดสินใจถอย ถอนกำลังออกจากพื้นที่เพื่อลดความขัดแย้งทันที โดยยังไม่ทันได้ถ่ายบันทึกภาพตอนสามีพาหญิงชู้ออกจากห้องพัก ซึ่งจะทำให้หลักฐานในคดีฟ้องชู้ครั้งนี้สมบูรณ์ 100%
จากบทเรียนในครั้งนี้ บอยนักสืบ ได้ส่งข้อความแจ้งผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ไปยังภรรยาผู้ว่าจ้าง ยืนยันถึงนโยบายการทำงานใหม่ว่า
“ต่อจากนี้ตนจะไม่มีการอัปเดตหรือรายงานผลแบบเรียลไทม์ระหว่างปฏิบัติงานโดยเด็ดขาด”
เนื่องจากการไลฟ์สดหรือการรายงานสดขณะเกิดเหตุ จะส่งผลให้ผู้ว่าจ้างขาดสติ ไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ จนกระทบต่อแผนการทำงาน ความปลอดภัยของทีมงาน และอาจทำให้หลักฐานสำคัญในคดีต้องเสียไปโดยปริยาย

