ชี้แนวโม้นคดีฮั้วเลือกตั้ง สว.วุฒิสภาหมดวาระยังไม่จบวัดใจศาลฎีกาจบแค่ 77 หรือไปต่อ ?

                         
            บรรดาผู้ถูกกล่าวหาร่วมขบวนการจัดฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา(สว.)152 คนจาก 229 คน รวมทั้งแกนนำพรรคภูมิใจไทย มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคฯและนายเนวิน ชิดชอบ ผู้นำทางจิตวิญญาณพรรคฯรวมอยู่ด้วย รู้สึกโล่งใจที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ลงมติด้วยเสียงข้างมากยกคำร้องไม่ส่งศาลฎีก


          แต่ผ่านไปเพียงชั่วข้ามคืนกลับกลายเป็นประเด็นที่นักการเมืองฝ่ายค้าน กลุ่มการเมือง นักกฎหมาย นักวิชาการ และอินฟูลเอนเซอร์ ยกขึ้นมาวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก

       เมื่อ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กกต. 1ใน 2ของ เสียงข้างน้อยออกมาชี้แจงว่า ที่ประชุม กกต.มีมติไม่เป็นเอกฉันท์  ตนและนายชาน นครชัย เป็นสองเสียงข้างน้อยที่เห็นควรสั่งฟ้อง พยานหลักฐานที่เชื่อว่าทำผิดจริง เกิดจากการร้องเรียนพฤติการณ์กระจายอยู่ทั่วประเทศ  มีการจัดทำโพยฮั้ว 12 โพย ผู้ได้รับเลือกอันดัน 1-7 ล้วนมีรายชื่อตรงในโพย  ซึ่งโพยมีอยู่จริงตั้งแต่ต้น ไม่ใช่จัดทำขึ้นภายหลังเพื่อกลั่นแกล้งกัน

   นายสิทธิโชติ ได้แจกแจงหลายประเด็นว่าการกระทำเชื่อมโยงกัน แต่ละคนมีภูมิหลังจากพรรคการเมืองเดียวกัน พร้อมระบุถึงแนวทางการพิจารณาว่า”ฟังทุกส่วนแล้วสามารถร้อยเรียงกัน คล้ายๆกับหยิบเล็ก หยิบน้อยจากการะทำของแต่ละกลุ่มมาวิเคราะห์กันแล้วทำให้เห็นว่าสิ่งเหล่านั้นมีเบื้องหลังที่มาอย่างไร คล้ายกับที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยหยิบเล็กหยิบน้อยแล้ววินิจฉัย การกระทำของพรรคบางพรรคมันเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราก็เหมือนกันหยิบเล็กหยิบน้อยมารวมกันให้เห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับแค่งวงและบอกว่าไม่ใช่ช้าง จับหูก็ไม่ใช่ช้าง แต่เมื่อจับมารวมผสมกันได้หมดแล้วนั่นแหละคือช้าง จะเห็นการกระทำทั้งหมด”

               ก่อนจะทิ้งท้ายให้ชวนคิดต่อว่า มติของกกต.ที่ออกมาไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้เพราะจบไปแล้ว เว้นแต่ว่าส่งศาลฎีกาแล้ว ศาลไปไต่สวนแล้วเกิดเห็นภาพทั้งหมด ศาลฎีกาจะแก้ปัญหาให้บ้านเมืองอย่างไร ศาลสามารถเรียกพยานหลักฐานในสำนวนคดีทั้งหมด จะไปดำเนินคดีกับคนที่กกต.ไม่ได้ส่งไป ซึ่งศาลต้องใช้อำนาจของศาลไป ถ้าราษฎรเป็นโจทก์ หรือผู้สมัคร สว.ในฐานะผู้เสียหายไปยื่นร้องต่อศาลเอง เป็นดุลพินิจของศาลว่าจะรับหรือไม่รับ ต้องใช้หลักความเป็นธรรมจับ เพื่อให้บ้านเมืองไปได้

              พลันที่ผลแถลงแพร่ออกไปกระแสสังคมให้ความเชื่อถือผลการแถลงของกกต.เสียงข้างน้อยมากกว่า กกต.เสียงข้างมาก เพราะต่างเชื่อว่าการเลือกตั้ง สว.ตามรัฐธรรมนูญฉบับปราบโกงแต่กลายเป็นช่องทางให้โกงสะบัดนั้น ถ้าไม่มีการฮั้วหรือมีผู้มาจัดการให้เกิดการฮั้วผู้ที่ได้รับเลือกจะไม่ได้คะแนนเหนือคู่แข่งแบบหลายสิบคะแนนอย่างแน่นอน

        เนื่องจากระบบการเลือกตั้งกำหนดให้ผู้สมัครเลือกกันเอง ด้วยการเลือกตัวเองได้ 1 เสียง เลือกผู้อื่นได้ 1 เสียง ถ้าไม่จัดตั้งหรือจ้างให้มาสมัครเพื่อเลือกเครือข่ายของตัวเอง รับรองได้ว่าไม่มีผู้สมัครคนใดจะเทคะแนนให้คู่แข่งโดยที่ตัวเองไม่ได้สักคะแนน เพราะไม่มีใครจะลงทุนจ่ายค่าสมัครสูงถึง 2,500 บาท แล้วมาลงคะแนนให้กับผู้อื่นโดยไม่มีผลตอบแทนอย่างแน่นอน

        หากติดตามข่าวช่วงเลือกตั้ง สว.ทั้งระดับอำเภอและจังหวัด ถ้าไม่จัดตั้งหรือจ้างกันมา มีสองแนวทางคือดิวกับดวง การดิวคือจับคู่กันลงคะแนน ระดับอำเภอและจังหวัดส่วนใหญ่คะแนนเท่ากันจะจับฉลากใครดวงดีเข้ารอบไป

       หลังจากเลือกรอบสุดท้าย สว..ที่ได้รับเลือกตั้ง มีบ้านใหญ่จัดฉลองชัยให้พร้อมประกาศว่าพวกเราคือสว.สีน้ำเงิน เดินเข้าสภาฯสวมแบบฟอร์มเดียวกันด้วยการสวมเสื้อสีเหลือง ก่อนเข้าสภาฯเลือกประธานวุฒิสภาฯรองประธานฯ นัดชุมนุมกันที่ โรงแรมหรูฟังแกนนำติวเข้มสั่งซ้ายหันขวาหันว่าต้องเลือกใครเป็นไปตามโผ

      ครั้นมามองหลังจากที่กกต.มีมติส่งผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 77 คน ไปที่ศาลฎีกา พอที่วิเคราะห์ได้ว่าคดีคงถูกลากยาวไปจนกว่า สว..ชุดนี้หมดวาระ เพราะกว่า กกต.จะนำสำนวนส่งศาล บวกกับหลักฐานจำนวนมาก เมื่อศาลรับสำนวนแล้วกว่าจะเลือกองค์คณะ หลังเลือกองค์คณะแล้วกว่าจะพิจารณาพยานหลักฐาน เรียกผู้ถูกกล่าวหาไปแก้ต่าง ล้วนแต่ต้องใช้เวลาแทบทั้งสิ้น

     ยิ่งปัจจุบันต่างทราบกันดีว่ารัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทินนั้น ผู้กุมอำนาจกลุ่มต่างๆให้ความวางใจ ถึงขั้นที่พรรคฝ่ายค้านเรียกขานว่าระบอบสีน้ำเงิน พอคาดการณ์ได้ว่าคดีคงจะถูกลากยาว เว้นแต่ว่ารัฐบาลจะก้าวพลาดจนสร้างความไม่พอใจให้กับผู้มีอำนาจทั้งหลายคดีฮั้วส.ว.อาจจะถูกกระชับพื้นที่ให้เร็วขึ้นแล้วหันปลายดาบพุ่งไปที่กลุ่ม 152 คน ซึ่งการวิเคราะห์นี้อาจจะเป็นจริงหรือไม่จริงก็เป็นได้ แต่ที่แน่ๆไม่ว่านักการเมือง นักวิชาการและประชาชนที่ติดตามข่าวสารแบบเกาะติด ต่างเชื่อไปแล้วว่าส่วนใหญ่ของ 152 คน ที่รอดเกี่ยวข้องกับขบวนการฮั้ว สว.จริง

    แต่เพื่อพิสูจน์ให้ถึงที่สุดว่าทั้ง 152 คนรอดนั้นไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการฮั้ว สว.จริง ขึ้นอยู่กับศาลฎีกาว่าจะช่วยพิสูจน์ให้สิ้นข้อกังขาหรือไม่ ด้วยการไต่สวนตามที่นายสิทธิโชติชี้ช่องไว้ หรือจะจบแค่ 77 คน ต้องวัดใจกัน !!!  

ท่านสามารถคลิกอ่าน คอลัมน์ ดาวดำย้อนหลัง
จากที่นี่

https://thaitabloid.com/archives/tag/%e0%b8%94%e0%b8%b2%e0%b8%a7%e0%b8%94%e0%b8%b3.