“ชินโจว”เร่งเครื่องโลจิสติกส์จีน–อาเซียน คลองผิงลู่เชื่อมท่าเรืออัจฉริยะ–Cold Chain ย่นเวลาเดินเรือ 7 วันเหลือ 2 วันครึ่ง

กว่างซีเดินหน้าปั้น “ชินโจว” ประตูการค้าสู่ทะเลของจีนตะวันตก เชื่อมคลองผิงลู่–ท่าเรืออัจฉริยะ–ระบบราง–คลังสินค้า Cold Chain เข้าด้วยกัน เพิ่มประสิทธิภาพขนส่งสู่อาเซียน เรือจากกุ้ยก่างถึงชินโจวผ่านคลองใหม่ใช้เวลารวมราว 2 วันครึ่ง จากเดิมต้องอ้อมกวางตุ้งใช้เวลาราว 7 วัน ขณะที่เส้นทางไปกัมพูชาเหลือประมาณ 5 วัน พร้อมนำ AI ระบบอัตโนมัติ และพลังงานสะอาดเข้ามายกระดับระบบโลจิสติกส์

เมืองชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ทางตอนใต้ของจีน กำลังเพิ่มบทบาทในฐานะประตูสำคัญของระเบียงการค้าระหว่างประเทศทางบก–ทางทะเลสายใหม่ หรือ New International Land-Sea Trade Corridor ด้วยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานตั้งแต่คลองผิงลู่ ท่าเรือ ระบบราง คลังสินค้า ไปจนถึงระบบ Cold Chain เพื่อสร้างเส้นทางที่เชื่อมพื้นที่ตอนในและภาคตะวันตกของจีนออกสู่ทะเล และต่อไปยังประเทศสมาชิกอาเซียน

หนึ่งในโครงสร้างพื้นฐานสำคัญคือ “คลองผิงลู่” หรือ Pinglu Canal ซึ่งมีความยาว 134.2 กิโลเมตร เชื่อมเส้นทางแม่น้ำทางตอนในของกว่างซีกับอ่าวเป่ยปู้ และออกแบบให้รองรับเรือขนาดสูงสุดประมาณ 5,000 ตัน เส้นทางดังกล่าวช่วยให้เรือจากพื้นที่ตอนในไม่จำเป็นต้องเดินทางอ้อมไปออกทะเลทางกวางตุ้งเหมือนในอดีต และเป็นส่วนสำคัญของการเชื่อมจีนตะวันตกกับตลาดอาเซียนโดยตรง (State Council Information Office)

7 วัน เหลือ 2 วันครึ่ง” เรืออัจฉริยะทดลองเส้นทางใหม่

เจียง กั๋วซิน (蒋国新) กัปตันเรือ “เป่ยก่างอวิ๋นเหอ 001” หรือ 北港运河001 เรือสาธิตสีเขียวอัจฉริยะสำหรับคลองผิงลู่ เปิดเผยว่า รู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติที่ได้เป็นหนึ่งในผู้ปฏิบัติงานนำร่องบนเส้นทางใหม่ โดยเรือลำนี้ถูกพัฒนาให้เป็นต้นแบบของเรือที่ผสานทั้งเทคโนโลยีอัจฉริยะ ความปลอดภัย และพลังงานสะอาดเข้าไว้ด้วยกัน

เรือ 北港运河001 เป็นเรือระดับ 5,000 ตัน รองรับทั้งตู้คอนเทนเนอร์และสินค้าเทกอง สามารถบรรทุกได้สูงสุด 207 TEU และใช้ LNG เป็นเชื้อเพลิงหลักแทนเครื่องยนต์ดีเซลแบบดั้งเดิม

ข้อมูลจากผู้พัฒนาเรือระบุว่า การใช้ LNG ช่วยลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 23% ลดไนโตรเจนออกไซด์ประมาณ 92% ขณะที่การปล่อยสารประกอบกำมะถันและฝุ่นละอองลดลงเกือบทั้งหมด นอกจากนี้ยังติดตั้งระบบช่วยเดินเรืออัจฉริยะ ระบบช่วยเข้า–ออกจากท่า การควบคุมระยะไกล การวางแผนเส้นทาง ระบบตรวจจับสิ่งกีดขวาง และระบบติดตามการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์

กัปตันเจียงระบุว่า เรือสามารถใช้เรดาร์ กล้อง และเซ็นเซอร์ในการรับรู้สภาพแวดล้อม ช่วยหลีกเลี่ยงการชน รวมถึงช่วยการเทียบและออกจากท่าโดยอัตโนมัติ โดยเรือลำนี้ถือเป็นเรือนำร่อง ก่อนที่จะมีเรือ LNG และเรืออัจฉริยะเข้ามาให้บริการบนคลองผิงลู่เพิ่มขึ้นในอนาคต

สำหรับการเดินทางล่าสุด เรือบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ออกจากเมืองกุ้ยก่าง ก่อนเข้าสู่ระบบคลองผิงลู่ ผ่านประตูน้ำต่าง ๆ และเดินทางถึงท่าเรือชินโจวในเวลาประมาณ 19.30 น. ก่อนเข้าสู่กระบวนการขนถ่ายสินค้า

กัปตันระบุว่า หากรวมเวลารอผ่านประตูน้ำ ข้อจำกัดด้านช่วงเวลาการเดินเรือ และการปฏิบัติงานระหว่างทาง การเดินทางทั้งหมดใช้เวลาประมาณ 2 วันครึ่ง แต่หากนับเฉพาะเวลาที่เรือเดินทางจริง อยู่ที่ราว 20 ชั่วโมง

เมื่อเทียบกับเส้นทางในอดีต เรือจากกุ้ยก่างต้องเดินทางไปทางอู๋โจว ลงสู่แม่น้ำจูเจียง และออกทะเลทางกวางตุ้ง ซึ่งอาจใช้เวลารวมประมาณ 7 วัน เส้นทางผ่านคลองผิงลู่จึงช่วยลดเวลาลงได้ประมาณ 4–5 วัน

ท่าเรืออัจฉริยะ ดึง AI–ระบบไร้คนขับ เพิ่มความเร็วขนตู้

อีกจุดสำคัญของระบบโลจิสติกส์คือท่าเรือชินโจว ซึ่งกำลังยกระดับการทำงานด้วยระบบอัตโนมัติ ตั้งแต่การยกตู้คอนเทนเนอร์จากเรือ การเคลื่อนย้ายภายในลาน ไปจนถึงการส่งต่อขึ้นรถบรรทุกและระบบราง

ซือ เสินเจี๋ย รองเลขาธิการคณะกรรมการพรรคฯ สำนักงานความปลอดภัยทางทะเลเมืองชินโจว ระบุว่า ท่าเรืออัตโนมัติชินโจวนำเทคโนโลยีรถขนตู้แบบ Intelligent Guided Vehicle หรือ IGV ที่สามารถเคลื่อนที่โดยไม่ต้องมีคนขับมาใช้งาน รวมถึงระบบเครนควบคุมจากระยะไกล ผู้ปฏิบัติงานจึงสามารถควบคุมอุปกรณ์จากห้องควบคุมแทนการขึ้นไปทำงานบนเครนเหมือนในอดีต

ท่าเรือยังใช้กระบวนการจัดวางแบบ “U-shaped” เพื่อแยกเส้นทางของรถบรรทุกภายนอกกับรถขนส่งอัตโนมัติภายในท่า ช่วยลดระยะทางในการเคลื่อนย้ายอุปกรณ์และเพิ่มความหนาแน่นของจุดปฏิบัติงานของ IGV โดยข้อมูลทางการระบุว่ารูปแบบดังกล่าวช่วยลดระยะการเคลื่อนที่ของอุปกรณ์ได้ประมาณ 35% (gxzx)

จากการบรรยายของเจ้าหน้าที่ระหว่างการเยี่ยมชม ระบุว่า การพัฒนาระบบและการดำเนินงานในลักษณะดังกล่าวช่วยลดต้นทุนโดยรวมได้ประมาณ 20% พร้อมเพิ่มความรวดเร็วในการหมุนเวียนตู้สินค้า

ลดขั้นตอนเรือเข้า–ออก ใช้ Digital Single Window

นอกจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแล้ว ยังต้องปรับระบบกำกับดูแลให้สอดคล้องกับปริมาณการค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

แนวทางสำคัญคือการเพิ่มการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ดูแลร่วมกัน รวมถึงการใช้ระบบเดินเรืออัจฉริยะและ International Trade Single Window เพื่อเชื่อมข้อมูลและลดขั้นตอนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเข้า–ออกของเรือ

เป้าหมายคือทำให้เรือที่เข้ามายังท่าเรือสามารถ “เข้าเร็ว–ออกเร็ว” ลดเวลารอ พร้อมปรับกระบวนการตรวจเรือร่วมระหว่างหน่วยงาน รวมถึงเพิ่มประสิทธิภาพการควบคุมการขนส่งสินค้าอันตราย เพื่อให้เรือสินค้าระหว่างประเทศสามารถปฏิบัติงานได้ทั้งอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

ท่าเรือยังเตรียมรองรับการขนส่งแบบ River-Sea Multimodal Transportation หรือการเชื่อมการเดินเรือในแม่น้ำกับการเดินเรือทางทะเล ซึ่งจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นหลังคลองผิงลู่เปิดใช้งาน

ขยายเส้นทางสู่อาเซียน กัมพูชาเหลือ 5 วัน

เครือข่ายการเดินเรือจากชินโจวปัจจุบันเชื่อมต่อกับประเทศอาเซียนหลายแห่ง โดยผู้แทนบริษัทเดินเรือ SITC ระบุถึงเครือข่ายที่ครอบคลุมเวียดนาม ไทย กัมพูชา มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และบรูไน

สำหรับฟิลิปปินส์ มีการให้บริการท่าเรือสำคัญหลายแห่ง เช่น มะนิลา เซบู อิโลอิโล ดาเวา และคากายัน ขณะที่เครือข่ายอย่างเป็นทางการของ SITC ยังแสดงการให้บริการท่าเรือหลายแห่งทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (SITC)

ตัวอย่างที่เห็นผลด้านเวลาอย่างชัดเจนคือเส้นทางสู่ท่าเรือสีหนุวิลล์ ประเทศกัมพูชา ซึ่งผู้แทนบริษัทระบุว่า ปัจจุบันใช้เวลาขนส่งเพียงประมาณ 5 วัน ลดลงมากกว่า 50% เมื่อเทียบกับการขนส่งในรูปแบบเดิมที่ต้องผ่านพื้นที่กวางตุ้ง และยังช่วยลดต้นทุนโลจิสติกส์ลงอย่างมีนัยสำคัญ

การเชื่อมต่อทางทะเลยังทำงานควบคู่กับระบบราง เมื่อสินค้ามาถึงท่าเรือสามารถส่งต่อเข้าสู่ระบบรถไฟเพื่อกระจายต่อไปยังพื้นที่ตอนในของจีน โดยเป้าหมายคือทำให้กระบวนการ “ลงเรือ–ขึ้นรถไฟ” หรือ “ลงรถไฟ–ขึ้นเรือ” เชื่อมต่อกันโดยใช้เวลารอน้อยที่สุด

Cold Chain เชื่อม “อาเซียน–กว่างซี–เสฉวน”

นอกจากท่าเรือและคลองแล้ว ชินโจวยังเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐานสำหรับสินค้าที่ต้องควบคุมอุณหภูมิ ผ่านโครงการฐานโลจิสติกส์ Cold Chain ของระเบียงการค้าทางบก–ทางทะเลสายใหม่ ซึ่งเป็นโครงการความร่วมมือระหว่างเสฉวนและกว่างซี

โครงการตั้งอยู่บริเวณท่าเรือชินโจว มีพื้นที่อาคารรวมประมาณ 6.7–6.8 หมื่นตารางเมตร และลงทุนประมาณ 400 ล้านหยวน ประกอบด้วยคลังเย็นที่รองรับหลายช่วงอุณหภูมิ ศูนย์แปรรูป คลังสินค้า สำนักงาน และระบบรองรับตู้คอนเทนเนอร์ โดยได้รับการออกแบบให้ครอบคลุมตั้งแต่การเก็บสินค้า การขนส่ง การแปรรูป ไปจนถึงการตรวจสอบและกักกันสินค้า (BBWGW)

ผู้แทนโครงการระหว่างการเยี่ยมชมระบุว่า ภายในพื้นที่มีคลังห้องเย็นขนาดใหญ่ ศูนย์แปรรูป และลานรองรับตู้คอนเทนเนอร์ พร้อมระบบตรวจวัดสำหรับ Cold Chain เพื่อรักษาอุณหภูมิและคุณภาพสินค้าตลอดกระบวนการ

ฐานดังกล่าวถูกวางให้เป็นจุดเชื่อมระหว่างตลาดอาเซียนกับพื้นที่ตอนในของจีน โดยสินค้าเกษตร อาหารทะเล และอาหารแช่แข็งจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สามารถเข้าทางท่าเรือชินโจว ก่อนส่งต่อทางรถไฟไปยังเสฉวนและพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ขณะเดียวกัน สินค้าจากจีนตะวันตกก็สามารถใช้เส้นทางเดียวกันในการส่งออกสู่อาเซียน

หนึ่งในสินค้าที่ถูกนำมาแปรรูปเพิ่มมูลค่าคือทุเรียนจากมาเลเซีย บริษัทได้พัฒนาผลิตภัณฑ์จากทุเรียน รวมถึงขนมไหว้พระจันทร์ไส้ทุเรียน ซึ่งเป็นการนำวัตถุดิบจากอาเซียนมาผสมผสานกับวัฒนธรรมอาหารและเทศกาลดั้งเดิมของจีน

นอกจากนี้ ยังมีผลไม้และสินค้าอาหารประเภทอื่น เช่น มะม่วง สับปะรด และผลิตภัณฑ์อาหารทะเล โดยข้อมูลล่าสุดเกี่ยวกับการดำเนินงานของพื้นที่ระบุว่ามีการจัดเก็บทั้งมะม่วงแช่แข็ง สับปะรด ทุเรียน กุ้งแช่แข็ง และปลาทะเล พร้อมขยายธุรกิจด้านการแปรรูปผลไม้และอาหารทะเลเพิ่มเติม (Sohu)

เป้าหมาย 5 ปี สร้างแพลตฟอร์ม Cold Chain ครบวงจร

ผู้แทนโครงการระบุว่า ในช่วง 5 ปีข้างหน้า บริษัทต้องการยกระดับฐานแห่งนี้ให้กลายเป็นแพลตฟอร์มคลังสินค้าและ Cold Chain แบบครบวงจรที่มีบทบาทในระดับภูมิภาค โดยเชื่อมตั้งแต่การนำเข้า การจัดเก็บ การแปรรูป การกระจายสินค้า ไปจนถึงบริการด้านโลจิสติกส์

เมื่อถูกถามว่าบริษัทได้ลงนาม MOU ด้านนำเข้า–ส่งออกกับประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แล้วหรือไม่ ผู้แทนบริษัทระบุว่า ความร่วมมือในลักษณะดังกล่าวเป็นหนึ่งในทิศทางที่บริษัทต้องการผลักดันในระยะต่อไป เพื่อขยายตลาดและเครือข่ายธุรกิจในอาเซียน

AI–Solar ยกระดับคลังเย็นสู่ “Green Logistics”

เทคโนโลยียังถูกนำมาใช้กับการบริหารคลังสินค้า โดยบริษัทมีแผนเชื่อมระบบบริหารพื้นที่กับ AI และระบบจัดการข้อมูลแบบดิจิทัล เพื่อควบคุมข้อมูลสินค้า อุณหภูมิ การจัดเก็บ และการเคลื่อนย้ายสินค้าให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

ด้านพลังงาน มีการพัฒนาโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาคลังสินค้า ภายใต้แนวคิด “Cold Chain + Solar” เพื่อลดต้นทุนพลังงานของระบบห้องเย็น ซึ่งเป็นหนึ่งในกิจกรรมที่ใช้พลังงานสูง ข้อมูลโครงการยังระบุถึงการพัฒนาระบบคลังสินค้าอัจฉริยะ หรือ WMS เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหาร Cold Chain (iMarine)

จาก “ท่าเรือ” สู่โครงข่ายโลจิสติกส์จีน–อาเซียน

ภาพที่เกิดขึ้นในชินโจวจึงไม่ได้มีเพียงการก่อสร้างท่าเรือหรือคลองสายใหม่ แต่เป็นการพยายามเชื่อมโครงสร้างพื้นฐานหลายระบบเข้าด้วยกัน ตั้งแต่เรืออัจฉริยะ คลองผิงลู่ ท่าเรืออัตโนมัติ รถไร้คนขับ เครนควบคุมระยะไกล ระบบราง คลังสินค้า Cold Chain ไปจนถึง AI และระบบพลังงานสะอาด

เป้าหมายคือทำให้สินค้าจากภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงใต้ของจีนสามารถออกสู่ทะเลได้ในระยะทางที่สั้นและรวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกัน สินค้าจากอาเซียนสามารถผ่านชินโจวแล้วเข้าสู่พื้นที่ตอนในของจีนได้โดยตรง

สำหรับคลองผิงลู่ ข้อมูลทางการประเมินว่าเส้นทางใหม่สามารถลดระยะการขนส่งระหว่างพื้นที่ตะวันตกเฉียงใต้ของจีนกับอาเซียนได้ประมาณ 560 กิโลเมตร และมีศักยภาพลดต้นทุนโลจิสติกส์โดยรวมประมาณ 18–30% (State Council Information Office)

เมื่อรวมกับการเพิ่มระบบอัตโนมัติในท่าเรือ การพัฒนาเครือข่ายเดินเรือสู่อาเซียน และการสร้างฐาน Cold Chain สำหรับสินค้าเกษตรและอาหาร ชินโจวจึงกำลังถูกยกระดับจากเมืองท่าชายฝั่งของกว่างซี ไปสู่หนึ่งในจุดเชื่อมสำคัญระหว่าง “จีนตะวันตก–อ่าวเป่ยปู้–อาเซียน” ในระบบโลจิสติกส์ยุคใหม่

มณีนาถ อ่อนพรรณา / เมืองชินโจว เขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง สาธารณรัฐประชาชนจีน