‘ผู้ว่าฯชัชชาติ’ยันรถขยะ EV จำเป็นต่อเมือง เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด การันตีโปร่งใส ประหยัดงบมากกว่า 4,745 ล้านบาท ลดค่าเชื้อเพลิงถึง 54%

(15 ก.ย. 69) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงโครงการเช่ารถเก็บขยะแบบใช้พลังงานไฟฟ้า (EV) จำนวน 1,347 คัน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่องงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2570 วงเงิน รวม 93,918,922,000 บาท ในวาระ 2 และ 3 ของสภากรุงเทพมหานคร โดยย้ำว่าเป็นโครงการที่มีความท้าทายสูง เนื่องจากเป็นการเปลี่ยนผ่านจากรถเก็บขยะดีเซลที่ กทม. ใช้งานมานาน สู่เทคโนโลยีไฟฟ้า แต่เชื่อว่าจะช่วยประหยัดงบประมาณ ลดมลพิษ และเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการประชาชน

ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า การเปลี่ยนรถขยะจากดีเซลเป็น EV สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า โดยมติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 24 ส.ค. 64 กำหนดให้ส่วนราชการพิจารณาจัดซื้อจัดจ้างรถ EV ทดแทนรถเดิมที่หมดอายุหรือจัดซื้อเพื่อภารกิจใหม่ และมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 16 ต.ค. 66 ส่งเสริมเป้าหมายยานยนต์ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ ร้อยละ 30 ภายในปี 2573

ด้านสิ่งแวดล้อม รถ EV จะช่วยลดการปล่อยฝุ่น PM2.5 ได้ รวมถึงลดคาร์บอนมอนออกไซด์และก๊าซเรือนกระจก อีกทั้งมีเสียงรบกวนน้อยกว่ารถดีเซล จึงเหมาะกับการเก็บขยะในช่วงกลางคืน ช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม

สำหรับข้อกังวลเรื่องความโปร่งใส ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า กทม. ให้ความสำคัญกับการตรวจสอบโครงการอย่างรอบด้าน มีการตั้งคณะกรรมการร่วมจากหลายหน่วยงาน พิจารณารายละเอียดและดำเนินการตามข้อสังเกตของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงนำเข้าสู่กระบวนการด้านคุณธรรมและความโปร่งใส เพื่อให้การดำเนินงานตรวจสอบได้

ส่วนข้อเสนอให้จ้างงานหรือการส่งมอบงานให้บริษัทอื่นที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทางเป็นผู้รับผิดชอบดูแลแทน (Outsource) ทั้งรถและบุคลากรนั้น ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวว่า กทม. ยังมีความจำเป็นต้องรักษาบุคลากรด้านการเก็บขยะไว้ เนื่องจากเป็นภารกิจบริการพื้นฐานที่ต้องดำเนินการทุกวัน และบุคลากรยังสามารถระดมไปช่วยภารกิจอื่นในสถานการณ์ฉุกเฉินได้ จึงควรทยอยปรับลดกำลังคนตามการเกษียณและเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว โดยไม่มีนโยบายเลิกจ้าง

ทั้งนี้ การใช้รถขยะ EV ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายพื้นที่เริ่มนำมาใช้งานแล้ว อาทิ เมืองพัทยา กำหนดให้ผู้รับจ้างใช้รถขยะไฟฟ้าอย่างน้อย 10 คันในสัญญาปี 2564–2569 เทศบาลตำบลแสนสุข (บางแสน) มีสัญญาเช่ารถเก็บขนมูลฝอยไฟฟ้า เทศบาลนครภูเก็ต จัดซื้อรถบรรทุกขยะไฟฟ้าแบบอัดท้าย 6 ตัน และ เทศบาลนครนนทบุรี ดำเนินโครงการเช่ารถบรรทุกขยะไฟฟ้าทดลองใช้งานตั้งแต่ปี 2565 สะท้อนว่าเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มมีการใช้งานจริงในหลายพื้นที่แล้ว

ส่วนความพร้อมของ กทม. ได้มีความร่วมมือกับการไฟฟ้านครหลวงในการติดตั้งระบบชาร์จไฟ และจะมีการทดสอบสมรรถนะรถอย่างรอบคอบก่อนใช้งานจริง เพื่อให้มั่นใจว่าสามารถรองรับภารกิจเก็บขยะของกรุงเทพฯ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ พร้อมรับฟังข้อทักท้วงและข้อเสนอแนะจากสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน และพร้อมปรับรายละเอียดโครงการให้เหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากงบประมาณปี 2570 ไม่ผ่านการพิจารณา กทม. จะไม่สามารถเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างได้ตามแผน และอาจต้องเช่ารถดีเซลเดิมต่อไปอีกประมาณ 2 ปี ซึ่งรถบางส่วนมีอายุการใช้งาน 5–7 ปี และยังคงมีปัญหาด้านมลพิษและเสียงรบกวน

“การเปลี่ยนแปลงไม่ใช่เรื่องง่าย แต่เทคโนโลยีมีความพร้อมมากขึ้น เราต้องพยายามเพิ่มประสิทธิภาพ ทั้งเรื่องการประหยัดงบประมาณ สิ่งแวดล้อม และการเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต หลายเมืองใหญ่มีการใช้รถ EV เก็บขยะหมดแล้ว และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือประชาชนต้องมีรถเก็บขยะให้บริการทุกวันไม่ขาดช่วง” ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าว

ทั้งนี้ เหตุผลด้านความคุ้มค่า เมื่อเปลี่ยนรถขยะเป็น EV คือ

  1. ค่าเช่ารถถูกลง อัตราค่าเช่ารถ EV ต่ำกว่าค่าเช่ารถดีเซลเดิมเมื่อปี 2563 ประมาณ 7–10%
  2. ประหยัดค่าพลังงาน เนื่องจากรถขยะ EV จำนวน 1,347 คัน วิ่งเฉลี่ย 200 กิโลเมตรต่อวัน จะช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอดสัญญา 5 ปีได้ประมาณ 4,745 ล้านบาท หรือเฉลี่ย 949 ล้านบาทต่อปี คิดเป็นการประหยัดประมาณ 54% เมื่อเทียบกับรถดีเซล
  3. เห็นตัวเลขชัดเจน รถดีเซลมีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานตลอด 5 ปีประมาณ 8,756 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากราคาดีเซล 39 บาทต่อลิตร ขณะที่รถ EV อยู่ที่ประมาณ 4,011 ล้านบาท เมื่อคำนวณจากค่าไฟฟ้า 6 บาทต่อหน่วย จึงประหยัดได้ 4,745 ล้านบาท

นอกจากนี้ ผู้ว่าฯ ชัชชาติ กล่าวถึงข้อเสนอเทคโนโลยีช่วยดับเพลิง โดยเฉพาะโดรนที่สามารถส่งน้ำเข้าสู่จุดเกิดเหตุ เพื่อสนับสนุนการระงับเหตุเพลิงไหม้ โดยเฉพาะอาคารสูงที่รถบันไดหรือรถกระเช้าอาจเข้าถึงได้ยาก หากสามารถนำโดรนเข้าช่วยควบคุมเพลิงในระยะเริ่มต้นได้ จะเพิ่มความรวดเร็วและประสิทธิภาพในการระงับเหตุ ทั้งนี้ กทม. จะพิจารณาความเหมาะสมและประสิทธิภาพของเทคโนโลยีอย่างรอบคอบ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้ประชาชน