ตำรวจคุมความปลอดภัยเข้ม เดินขบวนไอลอว์ แนวร่วมสมทบเพิ่ม ‘บก.ลายจุด ควง เท้ง’ ย้ำ ส่งฟ้อง สว. ต้องมีคำอธิบาย

วันที่ 13 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศการเดินขบวนของกลุ่มไอลอว์ โดยมี นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน พร้อมด้วย นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ รองหัวหน้าพรรค และ สส.พรรคประชาชน ร่วมเดินขบวนจากหน้าสำนักงานไอลอว์จนมาหยุดพักที่บริเวณห้างสรรพสินค้าบิ๊กซีสะพานควาย ซึ่งมีการประกาศให้ผู้ร่วมเดินขบวนมีเวลาหยุดพัก 40 นาที เพื่อรับประทานอาหาร ทั้งนี้ พบว่าบริเวณจุดดังกล่าวมี นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ รวมถึง นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด นักเคลื่อนไหวทางการเมือง เข้ามาร่วมสมทบด้วย

สำหรับการเดินทางในครั้งนี้ มีการจัดเตรียมเจ้าหน้าที่ตำรวจจากหลายพื้นที่รับผิดชอบ ได้แก่ สน.พหลโยธิน, สุทธิสาร, บางซื่อ, พญาไท, ดินแดง, ลุมพินี, ปทุมวัน, จราจรกลาง และสายตรวจ 191 เข้ามาดูแลความปลอดภัยและอำนวยการจราจร นอกจากนี้ ในระหว่างการเดินทาง กลุ่มไอลอว์ได้มีการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์เป็นการแขวนป้ายที่สะพานลอย 2 จุด โดยจุดแรกอยู่ไม่ห่างจากสำนักงานไอลอว์ บนป้ายมีข้อความว่า “กกต.ต้องมีมติสั่งฟ้อง คดีโกงสว. 229 #สั่งฟ้อง229” ส่วนอีก 1 จุดเป็นสะพานลอยย่านจตุจักร มีการติดป้ายแนวตั้งคู่กัน 2 ป้าย ป้ายแรกเขียนว่า “สั่งฟ้อง 229” และอีกป้ายเขียนเลข “229” พร้อมระบายพื้นหลังเป็นสีน้ำเงิน

นายสมบัติ บุญงามอนงค์ กล่าวว่า ในวันพรุ่งนี้การจะสั่งฟ้องหรือไม่สั่งฟ้อง และจะสั่งฟ้องจำนวนเท่าไรนั้น ต้องมีคำอธิบาย ซึ่งมีความสำคัญมากเนื่องจากอาจถูกตีความว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือมีความจงใจช่วยเหลือผู้เกี่ยวข้องบางคนในเรื่องนี้ เพราะมีความเกี่ยวพันกับนักการเมืองและพรรคการเมือง

โดยตนหวังว่า กกต. จะทำหน้าที่อย่างเป็นอิสระและยึดถือประจักษ์พยานที่มีอยู่ หากมีข้อมูลเป็นที่น่าสงสัย การจะเชื่อว่าผิดหรือไม่เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เมื่อมีข้อสงสัยก็ขอให้กระบวนการทางกฎหมายไปสู่ศาลฎีกา เพื่อให้ศาลมีการเรียกบุคคลและพยานหลักฐานขึ้นมาสอบสวน ซึ่ง กกต. มีหน้าที่เพียงเท่านี้ ทั้งนี้ ตนหวังว่าประชาชนจะมีโอกาสได้ฟังและได้เห็นกลไกหรือขบวนการพยายามยึดอำนาจรัฐด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง จึงควรให้ศาลเป็นผู้ไต่สวนและตัดสินในเรื่องนี้

เมื่อถามว่าหากมีการส่งฟ้องบางส่วนรับได้หรือไม่ นายสมบัติ กล่าวว่า การจะสั่งฟ้องต้องมีคำอธิบาย หากไม่มีการสั่งฟ้องมีเหตุผลอะไร ซึ่งตอนนี้ข้อมูลที่ปรากฏทั้งหมดมัดกันเป็นขบวนการ ไม่ใช่ผิดบางส่วนหรือถูกบางส่วน แต่มันมีรูปแบบเป็นขบวนการ จำเป็นต้องนำทั้งหมดเข้าสู่กระบวนการสอบสวนในชั้นศาล และหากใครที่บริสุทธิ์ไม่เกี่ยวข้อง ศาลจะเป็นผู้ตัดสิน

ส่วนในวันพรุ่งนี้คาดว่า กกต. จะสามารถลงมติได้หรือไม่นั้น นายสมบัติ ระบุว่า ส่วนตัวมีความกังวลว่าจะมีการเล่นมุกยื้อ แต่วันนี้หมดเวลาของ กกต. แล้ว และต้องมีการตัดสินใจในเรื่องดังกล่าวแล้ว หากมี กกต. บางคนไม่สบายกะทันหัน เข้าองค์ประชุมไม่ครบ ที่เหลือก็ควรทำหน้าที่ เพราะแต่ละคนก็เป็นผู้ใหญ่กันแล้ว ซึ่งประชาชนรอฟังอยู่ และเชื่อว่า กกต. ก็เป็นผู้ใหญ่พอที่จะทำเรื่องนี้ให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้ รวมถึงได้ตั้งข้อสังเกตต่อการเรียกร้องทางการเมืองของหลากหลายกลุ่มในช่วงนี้ว่าส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

“ครั้งนี้มีปรากฏการณ์ในรอบ 20 ปี ที่แตกต่างอย่างชัดเจน กลุ่มการเมืองที่เราคิดว่าอาจมีความเห็นที่แตกต่าง เช่น มุมมองทางการเมือง ได้ประกาศตัวว่ามีทัศนะเกี่ยวกับกรณีการฮั้วสว. ไปในทิศทางเดียวกันเกือบทั้งหมด ซึ่งมองว่าเกือบ 90% ไปในทางเดียวกัน เป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นทางการเมือง เพียงแต่แต่ละกลุ่มยังแยกกันอยู่ ยังไม่ได้หลอมรวมเป็นขบวนการเดียวกัน และสำหรับปรากฏการณ์ของกกต. เห็นพฤติกรรมความไม่โปร่งใส และมีการออกมาพูดในลักษณะไม่สมกับตำแหน่งหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นเลขาธิการกกต. หรือแม้แต่กรรมการ ที่ออกมาให้ข้อมูลต่อประชาชน ถึงมองว่าบทบาท กกต.รอบนี้ สร้างความคลางแคลงใจอย่างมาก รวมถึงคดีอื่นๆ เช่น บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้ง หรือการจัดการเลือกตั้ง ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการประกาศผลเป็นรายหน่วย” นายสมบัติ กล่าว

ส่วนกรณีที่ในวันพรุ่งนี้ กกต. แจ้งว่าจะมีการแถลงในเวลา 15:00 น. นายสมบัติ กล่าวว่า หากขยับมาเป็นช่วง 13:00 น. ก็จะดี แต่เรื่องนี้ไม่ได้มีอะไรติดขัด ขอให้มีการแถลงในวันพรุ่งนี้ และอย่าประกาศเลื่อน เพื่อจะได้รู้ว่าทิศทางประชาชนจะขับเคลื่อนอย่างไรต่อ