ทปษ.กมธ.อว. แนะเร่งทบทวนแผน ววน. ฉบับใหม่ ชูยกระดับ ‘ระบบนิเวศนวัตกรรม’ หนุนงานวิจัยสร้างรายได้จริงให้คนไทย

ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์

(12 กันยายน 2569) กรุงเทพฯ – ดร.ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ทปษ.กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร เสนอแนะทิศทางแผนวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) ฉบับใหม่ ย้ำต้องแก้คอขวดงานวิจัย ปลดล็อกแหล่งทุนและข้อจำกัดทางการตลาด มุ่งยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมทั้งประเทศ เพื่อนำองค์ความรู้ไปสร้างเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม

ดร.ประเสริฐ เปิดเผยว่า ในช่วงที่แผน ววน. พ.ศ. 2566–2570 กำลังก้าวเข้าสู่ปีสุดท้าย ถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ต้องทบทวนความคุ้มค่าของการลงทุนที่ผ่านมา โดยอ้างอิงข้อมูลจาก สกสว. และ สอวช. ที่รายงานต่อกรรมาธิการ อว. ซึ่งระบุชัดเจนว่า แม้ไทยจะมีผลงานวิจัยที่เกิดประโยชน์ แต่การขยายผลยังคงติดข้อจำกัดหลายมิติ ทั้งเรื่องแหล่งทุน มาตรฐาน ตลาด และความต่อเนื่องของการทำงานระหว่างหน่วยงาน

“โจทย์ใหญ่คือการยกระดับระบบนิเวศนวัตกรรมทั้งประเทศ แผนฉบับใหม่ต้องชัดเจนและเลือกลำดับความสำคัญให้ได้ว่า ประเทศจะมุ่งลงทุนสร้างขีดความสามารถด้านใด เทคโนโลยีไหนที่เราต้องพัฒนาเอง เทคโนโลยีไหนควรรับมาประยุกต์ใช้ รวมถึงเรื่องใดที่ต้องสนับสนุนระยะยาว โดยทั้งหมดนี้ต้องเชื่อมโยงกับการเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร การพัฒนาผลิตภาพให้ธุรกิจรายย่อย ตลอดจนการเตรียมพร้อมรับมือสังคมสูงวัยและการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy)” ทปษ.กมธ.อว. ระบุ

นอกจากนี้เขายังได้เน้นย้ำถึงกระบวนการนำผลงานวิจัยและทรัพย์สินทางปัญญาไปสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ ว่าต้องมีเส้นทางที่ชัดเจนและกว้างขึ้น ตั้งแต่การทำต้นแบบ ทดสอบมาตรฐาน ประเมินมูลค่า ไปจนถึงการเข้าถึงแหล่งทุนเพื่อขยายกำลังการผลิต โดยเสนอให้สร้างกลไกร่วมลงทุนและเปิดโอกาสให้ภาครัฐเป็น “ผู้ใช้รายแรก” (First User) อย่างเหมาะสม เพื่อสร้างความมั่นใจให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำความรู้ไปผลิตสินค้า บริการ และสร้างรายได้ได้จริง

ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์

ในมิติของการพัฒนาเชิงพื้นที่ ที่ปรึกษา กมธ. อว. เสนอให้ปรับบทบาท “มหาวิทยาลัย” ให้เป็นแกนหลักในการยกระดับทั้งงานวิจัยและการผลิตกำลังคน โดยเน้นการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ผู้ประกอบการ และประชาชนในพื้นที่ ตั้งโจทย์จากปัญหาจริง เช่น การดูแลผู้สูงอายุ หรือการจัดการน้ำและสิ่งแวดล้อม พร้อมใช้พื้นที่เหล่านั้นเป็น “ย่านนวัตกรรม” เพื่อทดลอง เชื่อมการลงทุน และสร้างงาน ก่อนจะขยายผลไปยังเมืองอื่นๆ

“ความสำเร็จของแผน ววน. ฉบับใหม่ จะต้องไม่วัดแค่ปริมาณงานวิจัย แต่ต้องวัดผลสัมฤทธิ์ที่จับต้องได้ ทั้งรายได้ของประชาชนที่เพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ลดลง ธุรกิจที่เติบโต และบริการสาธารณะที่ดีขึ้น เพื่อให้การลงทุนด้านนวัตกรรมช่วยสร้างขีดความสามารถของประเทศ และกระจายโอกาสการพัฒนาไปถึงประชาชนในทุกภูมิภาคอย่างแท้จริง” ดร.ประเสริฐ กล่าวทิ้งท้าย