ยุคต่างชาติพาเหรดยึดไทย ว่าที่ ผบ.ตร.มีวิสัยทัศน์ดัน “นพศิลป์“คุม สตม.-ชี้ใช้คนถูกกับสถานการณ์                

การแต่งตั้งโยกย้ายระดับรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(รอง ผบ.ตร.)-ผู้บังคับการ(ผบก.)จำนวน 281 ตำแหน่ง ที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร ผบ.ตร.กับพล.ต.อ.สำราญ นวลมา ว่าที่ ผบ.ตร.ร่วมกันจัดทำ แม้คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ(ก.ตร.)ร่วมกันถกยาวนานกว่า 9 ชั่วโมง ได้ประทับตราให้ผ่าน ถือว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าไม่เหมาะสมหรือจัดสรรคนไม่ถูกกับงานน้อยมาก ในทางตรงข้ามกลับมีเสียงชื่นชมว่าหลายตำแหน่งวางคนได้ถูกกับงาน

   

          โดยเฉพาะตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง(ผบช.สตม.) ที่พล.ต.อ.สำราญ เลือก พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.)มานั่งคุมบังเหียน ซึ่งเหตุผลหลักที่พล.ต.อ.สำราญ เลือกพล.ต.ท.นพศิลป์ คงไม่ได้มองที่ความรู้ความสามารถที่มีอยู่เต็มเปี่ยมเพียงอย่างเดียว แต่คงมองถึงสถานการณ์ปัจจุบันที่ไทย ได้กลายเป็นเป้าหมายหลักของต่างชาติที่เข้ามาตั้งถิ่นฐานทำธุรกิจหรือพักอาศัย มีทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย  
     
จึงต้องเลือกใช้คนให้ถูกกับงาน เพราะที่ผ่านมาพล.ต.อ.สำราญ ได้เลือกพล.ต.ท.นพศิลป์ เดินเคียงข้างสางคดีที่ต่างชาติจ้างคนไทยเป็นนอมินีเปิดบริษัททำธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ ในนามศูนย์ปฏิบัติการปราบปรามคนต่างด้าวที่ทำผิดกฎหมาย ที่พล.ต.อ.สำราญ เป็นหัวหน้าศูนย์ฯ
   
ในระยะไม่นาน พล.ต.อ.สำราญและพล.ต.ท.นพศิลป์ สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์จำนวนมาก จนรัฐบาลนำไปอวดอ้างว่าผลงานชิ้นโบว์แดง อาทิ ปฏิบัติการทลายเครือข่ายนอมินีต่างด้าว เฟส 3 ในพื้นที่ ภูเก็ต พังงา และกระบี่ พุ่งเป้าตรวจค้นที่ดิน 89 แปลง เนื้อที่รวมกว่า 49 ไร่ รวมมูลค่าที่ดินและสิ่งปลูกสร้างกว่า 1,053 ล้านบาท ศาลอนุมัติหมายจับ 59 หมาย เป็นคนไทย 28 คน และต่างชาติ 31 คน
     
ดังนั้นเมื่อไทยถูกต่างชาติใช้เป็นฐานทำธุรกิจที่หลากหลายรูปแบบทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย และหลายธุรกิจเป็นที่มาของอาชญากรรมข้ามชาติ สตม.จะต้องเป็นเบอร์ต้นๆที่จะต้องรับมือกับปัญหาเหล่านั้น บางครั้งกลายเป็นหนังหน้าไฟค่อยแก้ปัญหาให้กับรัฐบาล ถ้าหาก ผบช.สตม.ขาดความรอบรู้หรือไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของอาชญากร ผลเสียจะตกกับคนไทยโดยรวม ที่ พล.ต.อ.สำราญ เลือก พล.ต.ท.นพศิลป์ ถือว่าเหมาะสมที่สุดแล้ว
 

หากย้อนดูเส้นทางของ”นพศิลป์”จะพบว่าได้ฝึกวิทยายุทธ์งานสืบสวนตั้งแต่วัยละอ่อน ด้วยการเดินเข้าสังกัดกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาลเหนือ(กก.สส.น.เหนือ)หรือเรียกกันติดปากในแวดวงสีกากีและสื่อมวลชนสายอาชญากรรมว่าสืบเหนือ เปรียบเสมือนสำนักตักศิลาของนักสืบในยุคนั้น
   
“นพศิลป์”ได้รับการบ่มเพาะจากผู้บังคับบัญชาที่เป็นนักสืบสวนชั้นครูหลายคน อาทิ พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข อดีต ผบ.ตร.และได้พล.ต.ต.ปรีชา ธิมามนตรี อดีต รอง ผบช.สตม.นักสืบชั้นครู คอยติวเข้มในทุกคดีที่ร่วมสืบสวนด้วยกัน

   
จังหวะนั้น”นพศิลป์”ได้ฉายแววความเป็นนักสืบมืออาชีพรุ่นใหม่ จนผู้บังคับบัญชาต่างชื่นชม บางคนถึงขั้นทำนายว่ามีโอกาสก้าวหน้าถึงขั้นแคนดิเดตผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(ผบช.น.)
   

ผลพวงจากการบ่มเพาะจากนักสืบชั้นครูบวกกับใจรักในบาทบาทนักสืบ”นพศิลป์”ได้กลายเป็นกำลังหลักในการสืบสวนคดีสำคัญๆระดับประเทศเป็นจำนวนมากจนได้ฉายา”เชอร์ล็อกนพ”และด้วยความเป็นห่วงว่าองค์กรตำรวจจะขาดนักสืบมืออาชีพได้ผลักดันหลักสูตรการสืบสวนหลายหลักสูตร  พร้อมเดินสายเป็นวิทยากรบรรยายในหลายสถานบันจนตำรวจเรียกติดปากว่าครูนพหรืออาจารย์นพ เพื่อถ่ายทอดประสบการณ์จริงและประสบการณ์ที่ได้ศึกษาจากสถาบันต่างๆทั้งในประเทศและต่างประเทศ
   
ขณะที่ขยับขึ้นสู่ตำแหน่งที่สูงขึ้นล้วนใช้ผลงานเป็นบันไดไต่เต้าตั้งแต่ พ.ต.ต.ยันพล.ต.ต.และการขยับติดยศพล.ต.ท.เมื่อปี 2568 หากไม่มีผลงานที่สร้างไว้จำนวนมากการันตีมีโอกาสชวดเช่นกัน เพราะคู่แข่งขันยกความอาวุโสกว่าขึ้นมาสู้

    จากโปรไฟล์ของพล.ต.ท.นพศิลป์ จึงไม่แปลกใจที่ พล.ต.อ.สำราญ ผลักดันให้มาคุม บช.สตม.ถ้าเป็นอดีต พล.ต.ท.นพศิลป์ คงจะถูก พล.ต.ท.สำราญ เลือกให้นั่งคุมเมืองหลวงในตำแหน่ง ผบช.น เพื่อรับมือกับอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงให้ได้

    . แต่ปัจจุบันสถานการณ์หลายด้านของประเทศเปลี่ยนไป การก่ออาชญากรรมของมีรูปแบบที่หลากหลายก่อเหตุได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศเชื่อมโยงกันเป็นองค์กรอาชญากรรมที่ซับซ้อนมากขึ้น บช.สตม.ต้องเข้ามามีบทบาทสำคัญ เพราะมีอำนาจสืบสวนสอบสวนแก๊งต่างชาติได้ทั่วประเทศ

     ดังนั้น ณ สถานการณ์เวลานี้ ”พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์”จึงเหมาะที่จะนั่งกุมบังเหียน บช.สตม.เพื่อรับมือกับแก๊งต่างชาติมากที่สุด !!!