สมาคมขนส่งทางบกฯ ยื่นหนังสือถึง “ศุภณัฐ” ประธาน กมธ.คมนาคม ชูข้อเสนอมาตรฐานคดีรถบรรทุกน้ำหนักเกิน (SOP)

สมาคมขนส่งทางบกฯ ยื่นหนังสือถึง “ศุภณัฐ” ประธาน กมธ.คมนาคม ชูข้อเสนอมาตรฐานคดีรถบรรทุกน้ำหนักเกิน (SOP) แก้ปัญหาส่วยค้าสำนวนเรื้อรัง

วันที่ 9 กันยายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา สมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย โดย นายศิริชัย ศรีเจริญศิลป์ นายกสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ได้ยื่นหนังสือ (ที่ สขบท. 042/2569) ถึง นายศุภณัฐ มีนชัยนันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม เพื่อเสนอ “ขั้นตอนมาตรฐานในการสอบสวนคดีบรรทุกน้ำหนักเกินกฎหมายกำหนดเป็นการเฉพาะ” (Standard Operating Procedure: SOP) เพื่อนำไปสู่การพิจารณาเสนอต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

การยื่นข้อเสนอในครั้งนี้ เป็นผลสืบเนื่องจากการจัดงานสัมมนา “แนวทางแก้ไขปัญหาส่วยในธุรกิจขนส่ง” เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมาจากความร่วมมือระหว่าง สมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย, สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย และคณะกรรมาธิการการคมนาคม ซึ่งที่ประชุมได้ข้อสรุปในการแก้ไขปัญหา 2 แนวทางหลัก คือ 1) การเสนอแก้ไข มาตรา 73/2 พ.ร.บ.ทางหลวง พ.ศ. 2535 และ 2) การจัดทำข้อเสนอขั้นตอนมาตรฐาน (SOP) เพื่อบรรเทาปัญหาแก่ผู้ประกอบการขนส่งที่ได้รับผลกระทบจาก “ส่วยค้าสำนวน” ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำลายระบบเศรษฐกิจและธุรกิจขนส่งมาอย่างยาวนาน

สาระสำคัญของร่างขั้นตอนมาตรฐาน (SOP) กรณีรถบรรทุกน้ำหนักเกินร่างข้อเสนอ SOP ดังกล่าว มุ่งเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวดเร็ว โปร่งใส และลดการใช้ดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่ โดยแบ่งเกณฑ์การตรวจพิสูจน์และการดำเนินคดีตามระดับความรุนแรงของน้ำหนักส่วนเกิน ดังนี้: การตรวจสอบเบื้องต้น (Weight in Motion – WIM): รถบรรทุกทุกคันต้องเข้าสู่ระบบการชั่งเบื้องต้นแบบวิ่งผ่าน หากน้ำหนักไม่เกินให้เดินทางต่อได้ หากพบว่าเกินเกณฑ์ ให้เข้าสู่การชั่งยืนยันผลอีก 1 ครั้ง

การดำเนินคดีแบ่งตามระดับเกณฑ์น้ำหนักส่วนเกิน

: เกินไม่เกิน 1 ตัน (ความคลาดเคลื่อน): ถือเป็นเหตุคลาดเคลื่อนที่อาจเกิดจากอุปกรณ์หรือปัจจัยแวดล้อม (เช่น ฝนตก) ให้ดำเนินการขนถ่ายน้ำหนักส่วนเกินออก โดยแจ้งให้เจ้าของมารับ แล้วให้เดินทางต่อได้ เกิน 1 ตัน แต่ไม่เกิน 2 ตัน (ความเลินเล่อ): ให้ดำเนินการเปรียบเทียบปรับ เพื่อความรวดเร็ว ลดขั้นตอน และลดโอกาสการใช้ดุลยพินิจหรือการค้าสำนวน (หมายเหตุ: ต้องมีการแก้ไข พ.ร.บ.ทางหลวง มาตรา 73/2 เพื่อเพิ่มอำนาจเปรียบเทียบปรับแก่พนักงานสอบสวน)

: เกิน 2 ตันขึ้นไป (ความผิดตามกระบวนการ): ดำเนินคดีตามกระบวนการทางกฎหมายปกติเพื่อตรวจสอบข้อเท็จจริง เกิน 10 ตันขึ้นไป (ส่อเจตนาชัดเจน): ดำเนินคดีตามปกติ พร้อมทั้ง ตรวจยึดรถไว้เป็นของกลางในคดี

กรณีหลบเลี่ยงด่านชั่ง หรือตรวจพบนอกด่าน: ให้ถือเป็นพฤติการณ์สำคัญประกอบการพิจารณาเจตนา และควรกำหนดโทษหรือมาตรการที่สูงกว่ากรณีทั่วไป การบันทึกข้อมูลเพื่อความโปร่งใส: กำหนดให้เจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูลใบชั่งต้นทาง, ข้อมูล GPS, ประวัติการชั่งน้ำหนัก และหลักฐานการจ้างงานพนักงานขับรถจากระบบประกันสังคม เพื่อป้องกันการแอบอ้างสัญญาเช่าซื้อหรือสัญญาจ้างที่ไม่เป็นความจริง

หลักการตรวจยึดรถของกลาง ให้ดำเนินการยึดรถเฉพาะกรณีน้ำหนักเกิน 10 ตัน หรือกรณีที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนเท่านั้น เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อผู้ประกอบการจากการยึดเครื่องมือประกอบอาชีพโดยไม่จำเป็น

ทางสมาคมขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ข้อเสนอดังกล่าวจะได้รับการพิจารณาและผลักดันจากคณะกรรมาธิการการคมนาคม เพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ช่วยปกป้องโครงสร้างพื้นฐานถนนของประเทศ สร้างความปลอดภัย และยกระดับธุรกิจขนส่งของไทยอย่างยั่งยืน

ประธานคณะกรรมาธิการการคมนาคม กล่าวภายหลังรับยื่นหนังสือว่า กรณีรถบรรทุก มีหลายกรณีที่ผู้ประกอบการอาจบรรทุกน้ำหนักเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด โดยบางกรณีอาจเป็นการจงใจบรรทุกเกิน แต่บางกรณีก็อาจเกิดจากความคลาดเคลื่อนของเครื่องชั่งน้ำหนัก ทำให้มีน้ำหนักเกินมาเพียงเล็กน้อย เมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจพบว่ารถบรรทุกมีน้ำหนักเกิน ก็จะดำเนินการจับกุมและเข้าสู่กระบวนการทำสำนวนคดี แต่ประเด็นสำคัญคือ ตามกฎหมาย การบรรทุกน้ำหนักเกินถือเป็นความผิดทางอาญา มีทั้งโทษจำคุกและโทษปรับ จึงทำให้เกิดช่องว่างในการบังคับใช้กฎหมาย และนำไปสู่ข้อกล่าวหาเรื่องการเรียกรับ “ค้าสำนวน” หรือความไม่โปร่งใสในการดำเนินการซึ่งจะส่งผละกระทบและสร้างความเสียหายอย่างยิ่ง

อย่างไรก็ตาม เมื่อกฎหมายยังมีสิ่งที่สามารถปรับปรุงให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายมากขึ้นได้นั้นก็ควรจะพิจารณาหาแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการ จะรับเรื่องดังกล่าวและจะประสานต่อกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อออกกฎเกณฑ์ในการตรวจสอบเพื่อแก้ปัญหาเรื่องของการค้าสำนวนต่อไป