หนุ่มร้อง สายไหมต้องรอด ถูกตำรวตรวจฉี่ เจ้าตัวยืนไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับยาเสพติด ตั้งข้อสังเกตกระบอกใส่ปัสสาวะอาจเจือปนของคนอื่นทำให้ฉี่ม่วง สุดท้ายศาลไม่สั่งฟ้อง

11

วันที่ 6 กันยายน 2569 นายฟลุ๊ค อายุ 32 ปี เดินทางมาร้องขอความช่วยเหลือกับ นายเอกภพ เหลืองประเสริฐ ผู้ก่อตั้งเพจสายไหมต้องรอด หลังถูกตำรวจสน.ยานนาวา เรียกรถจักรยานยนต์ขณะขับรถและขอตรวจปัสสาวะ เมื่อปี 2561 ซึ่งวันนั้นปัสสาวะตนเองฉี่ม่วง แต่ผู้เสียหายยืนยันว่า ตนเองไม่ได้เสพยามาแน่นอน แต่ตำรวจก็ให้ตนเองไปตรวจร่างกายอีกรอบ ที่โรงพยาบาล แต่ผู้เสียหายไม่มั่นใจในปัสสวะตนเองที่ตำรวจเอาไปตรวจ จึงขอให้พยาบาลที่โรงพยาบาลนำปัสสาวะใหม่ไปตรวจ ซึ่งเหตุการณ์เกิดขึ้นในวันเดียวกัน แต่การตรวจต้องใช้เวลา ทำให้ระหว่างนั้นตำรวจส่งตัวผู้เสียหายไปศาล ซึ่งผู้เสียหายก็ยืนยันต่อศาล ว่าไม่ได้เสพยามาอย่างแน่นอน และขอประกันตัวในชั้นศาลออกมาสู้คดี แต่ระหว่างรอผลตรวจร่างกาย และสู้คดี ตนเองก็ต้องไปบำบัดยาเสพติด ซึ่งทำให้ตนเองเสียงาน ลาบ่อย จนถูกไล่ออก

จนกระทั่งวันส่งฟ้อง ตนเองก็มาศาล ศาลพิพากษาไม่สั่งฟ้อง คืนเงินประกัน ส่วนผลตรวจร่างกายโดยละเอียดที่ออกมาจากโรงพยาบาล ก็ระบุว่า ไม่มีสารเสพติดในร่างกาย  นายฟลุ๊คเข้าใจว่า เรื่องคดีน่าจะจบลง เพราะศาลไม่สั่งฟ้อง จากนั้นตนเองก็ออกมาสมัครงาน ทำได้ประมาณ 1-2 เดือนก็ถูกให้ออก เป็นแบบนี้หลายครั้ง หลายปี จนกระทั่งปี 2569 ไปสมัครไรเดอร์ ก็ถูกถามว่ามีประวัติถูกดำเนินคดีมาหรือไม่ ผู้เสียหายก็บอกไปว่า ไม่มี เพราะเข้าใจว่าคดีจบไปหมดแล้วและตนเองก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่บริษัทของไรเดอร์บอกว่า พบประวัติถูกดำเนินคดีเมื่อปี 2561 ตอนนั้นตนเองตกใจ จึงไปพบตำรวจที่สน.ยานนาวา เพื่อขอให้เอาประวัติออก ตำรวจก็บอกว่า ตำรวจคนที่ทำคดีได้ย้ายไปที่อื่นแล้ว และคดีก็ค้างอยู่ที่ สน.ไม่ได้มีการส่งเรื่องไปแก้ไขเอาชื่อออกให้ ซึ่งตำรวจที่ตามเรื่องให้ก็ได้รวบรวมหลักฐานเพื่อที่จะเอาชื่อออกให้ แต่ไม่นานตำรวจคนนั้นก็ย้ายไปที่อื่น ทำให้ตนเองไม่รู้จริงๆ ว่าจะต้องทำอย่างไร เพราะไม่เคยโดนคดีมาก่อนเลยไม่รู้ขบวนการขั้นตอนอะไรเลย

นายฟลุ๊ค ยังได้ตั้งข้อสังเกตว่า วันที่ตำรวจเรียกและขอตรวจปัสสาวะ กระบอกที่ใส่ปัสสาวะนั้นอาจจะไม่สะอาด หรือมีการเจือปนปัสสาวะของบุคคลอื่นหรือไม่ จึงทำให้ปัสสาวะของตนเองเป็นสีม่วง อีกทั้งที่ตนเองขอพยาบาลตรวจใหม่กลับไม่มีสารเสพติด ทั้งที่ทั้งหมดเกิดขึ้นในวันเดียวกัน  

ด้านนายเอกภพ บอกว่า สำหรับกรณีนี้ตนเองจะประสานไปยังพันตำรวจเอกพันษา อมราพิทักษ์ ผกก.สน.ยานนาวา เพื่อดำเนินการ รวมถึงจะประสานไปยังโฆษกตร.ในการให้เยียวผู้เสียหายเพราะที่ผ่านมามันเกิดความผิดพลาดทำให้ผู้เสียหายเสียโอกาสในการทำงาน

ขณะที่ทีมข่าวได้โทรศัพท์สอบถามไปยัง พันตำรวจเอกพันษา ถึงกรณีดังกล่าว บอกว่า เหตุที่เรื่องค้างในระบบยาวนาน เกิดจากพนักงานสอบสวนเจ้าของคดีในขณะนั้นย้ายไปปฏิบัติหน้าที่ที่อื่น โดยไม่ได้ทำเรื่องส่งรายงานผลกลับมา ส่งผลให้เอกสารสำนวนคดีหายไปจากระบบ เมื่อผู้เสียหายมาติดตาม เรื่องจึงไม่คืบหน้า / ซึ่งขั้นตอนการดำเนินการหลังจากนี้ ทางพนักงานสอบสวนได้ทำเรื่องเสนอไปยังพนักงานอัยการ โดยมีความเห็นควรให้ “ยุติเรื่อง” ซึ่งเมื่อวันที่ 4 กันยายน 2569 พนักงานอัยการได้ส่งหนังสือยุติเรื่องตอบกลับมาแล้ว ซึ่งทางผู้เสียหายก็รับทราบขั้นตอนนี้อยู่แล้วว่าทางตำรวจได้ ดำเนินการทำหนังสือแจ้งไปยังกองทะเบียนประวัติอาชญากรเพื่อลบประวัติออกจากระบบทันที ซึ่งกระบวนการถอนชื่อใช้เวลาไม่นาน โดยวันที่ 7 กันยายน เวลา 09.30 น. ได้นัดให้ผู้เสียหายนำมาพบที่สน.ยานนาวา