กทม.แจง Deta center โผล่ใจกลางกรุง สั่งชะลออนุญาต 3 แห่ง ยังไม่ได้รับใบอนุญาต

13

วันที่ 2 กันยายน 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร (เสาชิงช้า) นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยนายวิษณุ ทรัพย์สมพล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และผู้แทนจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน ร่วมแถลงข่าวกรณีการกำกับดูแลศูนย์ข้อมูล หรือ Deta Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้แทนจากการไฟฟ้านครหลวงและการประปานครหลวงร่วมชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ไฟฟ้า การใช้น้ำ และประเด็นด้านพลังงานที่เกี่ยวข้อง

นายชัชชาติ กล่าวว่า กรุงเทพมหานครไม่ได้เพิกเฉยต่อประเด็น Deta Center และได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับการก่อสร้างมาโดยตลอด โดยเมื่อประมาณ 2 – 3 สัปดาห์ที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม ขณะเดียวกันหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้า การประปา และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่มีการอนุญาตเพิ่มเติมในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการสำรองถังน้ำมัน โดยขณะนี้กระบวนการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมในประเด็นดังกล่าวถูกชะลอไว้ก่อน

ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า Deta Center คือศูนย์รวมคอมพิวเตอร์สำหรับจัดเก็บและประมวลผลข้อมูล ซึ่งมีการใช้งานมานานแล้ว โดยในอดีตส่วนใหญ่เป็นระบบที่อยู่ภายในองค์กรหรือบริษัท และใช้สำหรับการดำเนินงานของหน่วยงานนั้น ๆ แต่ในช่วงหลังเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนแปลงไป ทำให้เกิด Deta Center ที่จัดตั้งขึ้นเป็นการเฉพาะ มีขนาดใหญ่ขึ้น และให้บริการแก่หน่วยงานหรือบริษัทอื่น ๆ จึงทำให้ในช่วงที่ผ่านมา มี Deta Center ลักษณะดังกล่าวเข้ามาขออนุญาตจากกรุงเทพมหานคร

ปัจจุบันมี Deta Center ลักษณะ Standalone หรือศูนย์ข้อมูลที่จัดตั้งเป็นอาคารเฉพาะ จำนวน 6 แห่ง โดย 3 แห่งได้รับใบอนุญาตแล้วตั้งแต่ปี 2566 ส่วนอีก 3 แห่ง กรุงเทพมหานครได้ชะลอไว้และให้กลับไปทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน

นายชัชชาติ กล่าวว่า สำหรับข้อกังวลหลักที่กรุงเทพมหานครรับผิดชอบ มีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับข้อจำกัดของกฎหมาย เนื่องจากที่ผ่านมา Deta Center ยังไม่มีนิยามที่ชัดเจนในกฎหมาย เมื่อมีการยื่นขออนุญาตจึงอาจถูกพิจารณาตามลักษณะของอาคาร เช่น อาคารคลังสินค้า ขณะที่ในด้านผังเมืองยังไม่มีข้อกำหนดเฉพาะสำหรับ Deta Center และในบางกรณีจึงไม่ได้อยู่ในประเภทกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA รวมถึงไม่ได้อยู่ในข่ายที่ต้องขออนุญาตในฐานะโรงงานอุตสาหกรรม

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันรัฐบาลได้ประกาศนิยามของ Deta Center แล้ว จึงจำเป็นต้องนำมาทบทวนรายละเอียดในส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งเรื่องผังเมือง การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม การควบคุมอาคาร ตลอดจนระบบสาธารณูปโภค เพื่อให้กฎระเบียบสอดคล้องกับบริบทของเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไป

ส่วนประเด็นการใช้ไฟฟ้า นายชัชชาติ กล่าวว่า Deta Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานครโดยทั่วไปมีขนาดการใช้ไฟฟ้าประมาณ 20 กว่าเมกะวัตต์ ขณะที่ Deta Center ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ต่างจังหวัดอาจมีการใช้ไฟฟ้าหลายร้อยเมกะวัตต์

ด้านนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง กล่าวว่า Deta Center ที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครไม่ได้มีขนาดใหญ่เท่ากับโครงการที่เป็นข่าวในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ EEC โดย Deta Center ในกรุงเทพฯ ที่มีขนาดประมาณ 20 เมกะวัตต์นั้น ปัจจุบันใช้ไฟฟ้าจริงประมาณ 8 เมกะวัตต์

โดยปกติการไฟฟ้านครหลวงจะจ่ายไฟให้ Deta Center แยกออกจากระบบการจ่ายไฟทั่วไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อประชาชน โดยพื้นที่ที่เข้ามาขอใช้ไฟฟ้าจะต้องเป็นพื้นที่ที่สามารถรองรับการให้บริการระบบไฟฟ้าได้

นายเกษม กล่าวว่า หากเปรียบเทียบการใช้ไฟฟ้าของ Deta Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานครกับการใช้ไฟฟ้าของธุรกิจขนาดใหญ่ ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ไม่สูงมาก โดยห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่บางแห่งมีการใช้ไฟฟ้ามากกว่า Deta Center และโครงการขนาดใหญ่บางโครงการมีการใช้ไฟฟ้ามากกว่า 100 เมกะวัตต์

สำหรับการขอใช้ไฟฟ้า Deta Center ต้องผ่านมาตรฐานการเชื่อมต่อ การตรวจสอบความปลอดภัย การตรวจสอบอุปกรณ์ และมาตรฐานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการไฟฟ้านครหลวงยืนยันว่าดำเนินการตามมาตรฐานและมีความปลอดภัย

ทั้งนี้ ปริมาณการใช้ไฟฟ้าของ Deta Center ในกรุงเทพมหานครยังไม่ถือว่าอยู่ในระดับที่จะส่งผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชน แต่จำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจุบันโครงการ Deta Center ขนาดใหญ่ยังไม่มีการอนุญาตเพิ่มเติม

สำหรับประเด็นการใช้น้ำ เนื่องจาก Deta Center มีการผลิตความร้อนจากระบบคอมพิวเตอร์และจำเป็นต้องใช้ระบบหล่อเย็น นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง กล่าวว่า Deta Center รายใหญ่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครที่มีการใช้น้ำอยู่ในปัจจุบัน มีปริมาณการใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน

เมื่อเปรียบเทียบกับสถานประกอบการขนาดใหญ่ประเภทอื่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่มีการใช้น้ำประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ขณะที่ห้างสรรพสินค้ามีการใช้น้ำประมาณ 30,000 – 40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน

ดังนั้น ผลกระทบจาก Deta Center ที่มีอยู่ในกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ยังไม่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการให้บริการน้ำประปาแก่ประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบของการประปานครหลวง

อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินการในอนาคต การประปานครหลวงพร้อมสนับสนุนการคัดกรองและกำกับดูแลการดำเนินงานของ Deta Center ร่วมกับกระทรวงพลังงานและกรุงเทพมหานคร เพื่อให้สามารถรองรับการขยายตัวของกิจการได้อย่างเหมาะสม และลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนให้มากที่สุด

นายชัชชาติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในอนาคตต้องพิจารณาอย่างละเอียดตามข้อกังวลของประชาชนว่า หากมี Deta Center เพิ่มขึ้นจำนวนมาก ระบบประปาจะมีปริมาณน้ำเพียงพอหรือไม่ โดยปัจจุบันปริมาณการใช้น้ำยังไม่มีนัยสำคัญ แต่ในอนาคตจำเป็นต้องติดตามตามแนวโน้มการขยายตัวของ Data Center

ส่วนเรื่องน้ำเสีย ลักษณะการใช้น้ำของ Deta Center ส่วนหนึ่งเป็นการนำไปใช้ในระบบหล่อเย็น ซึ่งกรุงเทพมหานครจะต้องตรวจสอบรายละเอียดเพิ่มเติมว่า มีการนำน้ำกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่หรือไม่ รวมถึงการนำน้ำไปใช้ประโยชน์อื่น เช่น รดน้ำต้นไม้

สำหรับข้อกังวลเรื่องน้ำเสีย ขณะนี้ยังอยู่ระหว่างการติดตาม โดยเฉพาะประเด็นว่ามีการปล่อยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงลงสู่คูคลองหรือไม่ ซึ่งถือเป็นข้อสังเกตที่กรุงเทพมหานครจะรับไปตรวจสอบและดำเนินการต่อไป หากในอนาคต Deta Center อยู่ภายใต้กระบวนการ EIA จะทำให้สามารถติดตามและตรวจสอบประเด็นดังกล่าวได้ชัดเจนมากขึ้น

อีกประเด็นที่ประชาชนมีความกังวล คือการสำรองน้ำมัน เนื่องจาก Deta Center มีข้อกำหนดให้ต้องมีระบบไฟฟ้าสำรองประมาณ 48 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองได้ในกรณีเกิดไฟฟ้าดับหรือไฟฟ้าตก จึงมีความจำเป็นต้องสำรองน้ำมันไว้สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า

นายชัชชาติ กล่าวว่า การกำกับดูแลการเก็บสำรองน้ำมันเป็นหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงาน โดยกฎหมายกำหนดว่า หากเป็นการเก็บน้ำมันไว้ใช้ภายในกิจการของตนเองและไม่ได้มีการแจกจ่ายให้บุคคลอื่น สามารถเก็บได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ซึ่งเกี่ยวข้องกับข้อจำกัดด้านสถานที่และผังเมืองด้วย

นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า Deta Center มีการดำเนินการมานานแล้ว และมีการขออนุญาตติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไว้ใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินในกรณีไฟฟ้าดับหรือไฟฟ้าตก

อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้สั่งการให้ชะลอการอนุญาตใหม่ โดยเป็นไปตามนโยบายของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ขณะนี้อยู่ระหว่างการจัดทำหลักเกณฑ์เกี่ยวกับ Deta Center ซึ่งจะพิจารณาประเด็นการใช้น้ำ การใช้ไฟฟ้า และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน

ดังนั้น หากมีผู้ประกอบการเข้ามาขออนุญาตจัดเก็บน้ำมันเพื่อสำรองไว้ใช้สำหรับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินของ Deta Center ในช่วงนี้ จะต้องชะลอไว้ก่อนจนกว่าจะมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน

ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่าบริเวณซอยรามคำแหง 28 มีการเก็บน้ำมันจำนวน 400,000 ลิตร นางสาวฐิติภัสร์ กล่าวว่า ข้อมูลดังกล่าวอาจมีความคลาดเคลื่อน โดยจากการตรวจสอบใบอนุญาต พบว่าไม่ได้มีการอนุญาตให้จัดเก็บน้ำมันตามจำนวนดังกล่าว หากตรวจพบว่ามีการจัดเก็บน้ำมันเกินกว่าที่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จะเข้าตรวจสอบและดำเนินคดี เนื่องจากถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต

ส่วน Deta Center บริเวณพระราม 9 กรุงเทพมหานครยังไม่ได้ออกใบอนุญาต และกรมธุรกิจพลังงานก็ยังไม่ได้อนุญาตเช่นกัน หากพบว่ามีการจัดเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต จะดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกัน

นายชัชชาติ กล่าวว่า กฎหมายที่กำหนดเพดานการจัดเก็บน้ำมันไว้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ถือเป็นข้อกำหนดที่ช่วยกำหนดขนาดของ Deta Center ในระดับหนึ่ง เนื่องจาก Deta Center จำเป็นต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองและต้องมีน้ำมันสำรอง แต่ไม่สามารถเก็บเกินกว่าปริมาณที่กฎหมายกำหนดได้

ในอนาคตจะต้องพิจารณาว่าข้อกำหนดดังกล่าวมีความเหมาะสมกับเทคโนโลยีและรูปแบบ Deta Center ในปัจจุบันหรือไม่ โดยเป็นหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงานที่จะพิจารณาทบทวนให้มีความทันสมัยและเหมาะสมมากขึ้น

นายชัชชาติ กล่าวว่า Deta Center ขนาดใหญ่มาก ๆ ในกรุงเทพมหานครอาจมีข้อจำกัด เนื่องจากต้องปฏิบัติตามกฎหมายที่กำหนดไว้เดิม แต่การเกิดขึ้นของ Deta Center แบบ Standalone ขนาดใหญ่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นเรื่องดีที่ทำให้ภาครัฐต้องเร่งปรับตัว

โดยเมื่อวันที่ 13 สิงหาคมที่ผ่านมา มีการกำหนดนิยามของ Deta Center ขึ้นมา ทำให้สามารถพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น ทั้งผังเมือง การควบคุมอาคาร ระบบไฟฟ้า และระบบประปา ซึ่งกรุงเทพมหานครจะดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องและหารือกับรัฐบาลต่อไป

นายชัชชาติ กล่าวถึงกรณีร้องเรียนที่กรุงเทพมหานครได้รับว่า มีประชาชนร้องเรียนกรณี Deta Center ที่อยู่ใกล้กับโรงพยาบาลพระราม 9 โดยมีข้อกังวลเกี่ยวกับความเหมาะสมของการตั้ง Deta Center ใกล้โรงพยาบาล

นอกจากนี้ ยังมีกรณีประชาชนร้องเรียนเรื่องเสียงจากการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง โดยเฉพาะการทดสอบในช่วงเวลากลางคืน ซึ่งส่งผลให้เกิดเสียงดังและรบกวนประชาชนที่พักอาศัยในพื้นที่ ขณะที่เมื่อมีการทดสอบในช่วงกลางวันกลับไม่พบการร้องเรียนในลักษณะเดียวกัน

ทั้งสองประเด็นถือเป็นข้อร้องเรียนที่กรุงเทพมหานครได้รับในปัจจุบัน และจะต้องนำไปพิจารณาประกอบการกำกับดูแล Deta Center ต่อไป

นายชัชชาติ กล่าวว่า Deta Center มีหลายรูปแบบ และการที่ผู้ประกอบการเลือกตั้ง Deta Center ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร มีปัจจัยด้านโครงสร้างพื้นฐานเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยกรุงเทพมหานครมีโครงสร้างพื้นฐานด้านระบบสื่อสารและอินเทอร์เน็ตที่ดี โดยเฉพาะระบบ Fiber Optic ซึ่งช่วยให้การรับส่งข้อมูลทำได้รวดเร็ว

นอกจากนี้ การตั้ง Deta Center ใกล้กับแหล่งข้อมูลและผู้ใช้งานสามารถช่วยลดระยะทางในการรับส่งข้อมูลและลดความล่าช้า โดยเฉพาะในปัจจุบันที่มีการใช้งานเทคโนโลยี AI และระบบประมวลผลข้อมูลเพิ่มขึ้น รวมถึงกรุงเทพมหานครมีระบบไฟฟ้าที่มีความมั่นคงและเสถียร มีโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อม มีบุคลากรที่สามารถให้บริการ และมีการเชื่อมโยงกับ Gateway ของระบบอินเทอร์เน็ตทั่วโลก จึงเป็นปัจจัยที่ผู้ประกอบการนำมาพิจารณาในการเลือกพื้นที่ตั้ง Data Center

อย่างไรก็ตาม นายชัชชาติ กล่าวว่า ประเด็นที่ประชาชนกังวลเกี่ยวกับความร้อนจากการประมวลผลของระบบคอมพิวเตอร์ และผลกระทบจากระบบหล่อเย็น เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมว่า มีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมและการใช้ชีวิตของประชาชนมากน้อยเพียงใด โดยที่ผ่านมา Deta Center ที่เปิดดำเนินการแล้ว ยังไม่ได้รับข้อร้องเรียนในประเด็นดังกล่าว