นายกรัฐมนตรี เข้าสภาแม้ป่วยหลอดลมอักเสบ เสียงแหบ แจงเหตุจำเป็นตรา พ.ร.ก. กู้เงิน 4 แสนล้านบาท แก้วิกฤตพลังงานซ้อน 5 ระลอก

4

วันที่ 31 สิงหาคม 2569 ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา โดยมีพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในวาระพิจารณาพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นผู้เสนอ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เข้าชี้แจงและเสนอ พ.ร.ก. ด้วยตนเอง โดยระบุว่า ครม. มีมติเห็นชอบ พ.ร.ก. เมื่อวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา ก่อนประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว รวมถึงศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยว่า พ.ร.ก. ฉบับนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 172 วรรคหนึ่ง ซึ่งกำหนดว่าการตรา พ.ร.ก. สามารถกระทำได้เฉพาะเมื่อ ครม. เห็นว่าเป็นไปเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจของประเทศ ในโอกาสนี้ รัฐบาลจึงขอกราบเรียนต่อวุฒิสภาถึงเหตุผลและความจำเป็น

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ความจำเป็นในการตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้เกิดจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางช่วงต้นปี 2569 ซึ่งเป็นวิกฤตการณ์พลังงานโลกที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่สิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2 และแตกต่างจากวิกฤตน้ำมันในอดีต โดยในปี 1970 กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน หรือ OPEC ห้ามส่งออกน้ำมันและจำกัดกำลังการผลิตเพื่อการส่งออก ทำให้ปริมาณน้ำมันในตลาดโลกขาดแคลน แต่ไม่มีการทำลายโรงกลั่นน้ำมัน บ่อน้ำมัน บ่อก๊าซธรรมชาติ ท่าเรือขนส่งน้ำมัน หรือท่าเรือขนส่งก๊าซธรรมชาติ และไม่มีการปิดท่าเรือ

สถานการณ์ดังกล่าวยังแตกต่างจากกรณีราคาน้ำมันเชื้อเพลิงปรับตัวสูงขึ้นผิดปกติในช่วงสงครามระหว่างรัสเซียกับยูเครน เนื่องจากสงครามในตะวันออกกลางเมื่อปี 2569 มีการทำลายบ่อน้ำมัน บ่อก๊าซธรรมชาติ โรงกลั่นน้ำมัน ตลอดจนท่าเรือขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งมีการปิดเส้นทางเดินเรือ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้น้ำมันจากตะวันออกกลาง ซึ่งเป็นแหล่งผลิตสำคัญของโลก ต้องหยุดการผลิตและการขนส่งแทบจะสิ้นเชิง

ขณะที่ความต้องการใช้น้ำมันยังคงเท่าเดิม ส่งผลให้ราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และน้ำมันจากแหล่งอื่นไม่สามารถผลิตทดแทนแหล่งน้ำมันจากตะวันออกกลางได้

ประการที่สอง ประเทศไทยนำเข้าน้ำมันจากแหล่งตะวันออกกลางร้อยละ 50 เมื่อเกิดสถานการณ์ความขัดแย้งดังกล่าว ประเทศไทยจึงประสบปัญหาขาดแคลนน้ำมันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ประกอบกับโครงสร้างการผลิตสินค้าของประเทศยังพึ่งพาปิโตรเลียมเป็นหลัก โดยใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นแหล่งพลังงานสำคัญในการผลิต การขนส่ง การจำหน่ายสินค้า และการให้บริการ

เมื่อน้ำมันขาดแคลน จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อราคาสินค้า การขนส่ง ภาคการเกษตร และประชาชนในประเทศ ทำให้ประเทศไทยต้องเผชิญกับวิกฤตซ้อนวิกฤต เริ่มจากวิกฤตปากท้อง ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นเพียงระลอกเดียว แต่ยังมีผลกระทบต่อเนื่องอีกหลายระลอก

“ระลอกแรก ความตื่นตระหนกหรือแพนิคจากวิกฤตตะวันออกกลาง ระลอกที่ 2 ราคาพลังงานฟอสซิลปรับสูงขึ้น ระลอกที่ 3 ต้นทุนอาหาร สินค้า และบริการต่าง ๆ เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากต้นทุนการผลิตและการขนส่ง นอกจากนี้ ปุ๋ยที่ใช้ในการเกษตรซึ่งเป็นผลผลิตจากกระบวนการกลั่นน้ำมันก็มีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย ระลอกที่ 4 ค่าครองชีพของประชาชนปรับตัวสูงขึ้น และระลอกที่ 5 กำลังซื้อของประชาชนลดลง เนื่องจากรายได้เท่าเดิมหรืออาจน้อยลง” นายกรัฐมนตรีกล่าว

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าวทำให้เกิดแรงบีบจาก 2 ด้าน ทั้งรายได้ที่ลดลงและต้นทุนที่สูงขึ้น ส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง และเศรษฐกิจชะลอตัวภายใต้ภาวะเงินเฟ้อสูง หากปล่อยให้เกิดขึ้นต่อไปจะส่งผลกระทบรุนแรงและยากต่อการแก้ไข

ประการที่สาม จากสถานการณ์ดังกล่าว ไม่มีผู้ใดสามารถคาดการณ์ได้ว่าความไม่แน่นอนของความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางจะสิ้นสุดลงเมื่อใด แม้ความขัดแย้งจะยุติลงแล้ว แต่ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าการผลิตและการส่งออกน้ำมัน รวมถึงก๊าซธรรมชาติจากแหล่งดังกล่าว จะกลับคืนสู่ภาวะเดิม และอาจเป็นไปได้ว่าจะไม่สามารถกลับมาเหมือนเดิมได้อีก

ดังนั้น หากประเทศไทยยังคงพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศถึงครึ่งหนึ่งเช่นที่ผ่านมา ก็จะต้องแบกรับความเสี่ยงดังกล่าวต่อไป

นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทั้งหมดนี้กล่าวได้ว่าวิกฤตครั้งนี้เป็นวิกฤตซ้อนวิกฤตหลายระลอก ซึ่งต้องรับมืออย่างเร่งด่วน และเป็นปราการสำคัญในการรับมือกับวิกฤตระลอกถัดไป จึงมีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้

นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า กรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีและเครื่องมือทางการคลังที่มีอยู่ในปัจจุบันไม่สามารถรองรับความจำเป็นได้อย่างเพียงพอและทันท่วงที เนื่องจากแหล่งเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้แก้ไขปัญหาดังกล่าวมีข้อจำกัด หากใช้กระบวนการงบประมาณตามปกติจะไม่สามารถดำเนินการได้ทันต่อสถานการณ์ที่มีความเร่งด่วนและมีความไม่แน่นอนสูง รวมทั้งงบประมาณที่มีอยู่ก็ไม่เพียงพอต่อขนาดของผลกระทบ

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า งบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น มีกรอบวงเงิน 99,000 ล้านบาท ที่ผ่านมา ครม. ได้เห็นชอบให้นำงบประมาณดังกล่าวไปใช้เยียวยาและบรรเทาผลกระทบจากอุทกภัยและภัยพิบัติรุนแรงในหลายพื้นที่ รวมถึงสถานการณ์ความไม่สงบบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา และค่าใช้จ่ายด้านความมั่นคงของรัฐ

กรณีดังกล่าวส่งผลให้งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 มีไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากวิกฤตพลังงาน ประกอบกับปัจจุบันมีความต้องการใช้จ่ายในเรื่องเร่งด่วนเพิ่มเติมจำนวน 140,000 ล้านบาท แม้นำงบกลางที่เหลืออยู่มารวมกับทุนสำรองจ่ายตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) วิธีการงบประมาณ จำนวน 50,000 ล้านบาท ก็ยังไม่เพียงพอต่อภาระค่าใช้จ่าย

นอกจากนี้ การจัดทำ พ.ร.บ. โอนงบประมาณรายจ่ายฯ ต้องใช้ระยะเวลาในการดำเนินการ ซึ่งอาจไม่ทันต่อการแก้ไขวิกฤตดังกล่าว

นายกรัฐมนตรี ระบุว่า การจัดทำงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมในปี 2569 มีกระบวนการและระยะเวลาดำเนินการไม่น้อยกว่า 2 เดือน ขณะที่ตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ พ.ศ. 2548 และที่แก้ไขเพิ่มเติม คงเหลือกรอบวงเงินกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณเพียง 17,000 ล้านบาท ซึ่งไม่เพียงพอสำหรับการดำเนินมาตรการช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน

แม้รัฐบาลจะใช้มาตรการทางการคลังในรูปแบบอื่นแล้ว แต่ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างครบถ้วน และหากไม่ดำเนินการในช่วงนี้ อาจทำให้วิกฤตยืดเยื้อหรือเพิ่มความเสี่ยงทางเศรษฐกิจในระยะต่อไป จึงมีความจำเป็นต้องตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพึ่งพาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ภายในประเทศโดยเร็วที่สุด และลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศให้ได้มากที่สุด

การดำเนินการดังกล่าวต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรม เพื่อรองรับการปรับโครงสร้างด้านพลังงาน เนื่องจากทิศทางการพัฒนาของโลกกำลังมุ่งปรับเปลี่ยนโครงสร้างพลังงานไปสู่พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกมากขึ้น จากปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกที่ทวีความรุนแรง

นอกจากนี้ การตรา พ.ร.ก. ฉบับนี้มีเป้าหมายและวัตถุประสงค์ 2 ประการ ได้แก่

1. ช่วยเหลือประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตซึ่งเกิดจากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง

2. ลดการใช้พลังงานฟอสซิลให้เร็วและมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ภายในประเทศ

สำหรับแนวทางดำเนินการมี 3 วิธี ได้แก่

1. ให้ความช่วยเหลือเพื่อลดภาระค่าครองชีพและค่าใช้จ่ายในการประกอบอาชีพแก่ประชาชน เกษตรกร และผู้ประกอบการ

2. สนับสนุนให้ภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชน และประชาชนทั่วไป เปลี่ยนไปใช้พลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือกที่ผลิตได้ภายในประเทศให้มากและเร็วที่สุด

3. พัฒนาทักษะของประชาชนและนวัตกรรมเพื่อรองรับการปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ

นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานเมื่อช่วงเดือนมีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้พยายามทุกวิถีทางในการจัดหาแหล่งเงินภายใต้กรอบกฎหมายที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่เนื่องจากแหล่งเงินดังกล่าวมีไม่เพียงพอและไม่ทันต่อสถานการณ์ ประกอบกับวิกฤตครั้งนี้มีขนาดใหญ่มาก รัฐบาลจึงคาดการณ์ว่าต้องใช้เงินแก้ไขปัญหาประมาณ 400,000 ล้านบาท ซึ่งไม่สามารถดำเนินการด้วยวิธีการตามปกติได้ การกู้เงินจึงเป็นทางเลือกสุดท้าย

อย่างไรก็ตาม เพื่อให้วุฒิสภาและประชาชนมีความมั่นใจในการบริหารหนี้สาธารณะของรัฐบาล ตนขอเรียนเพิ่มเติมว่า การกู้เงินของรัฐบาลภายใต้ พ.ร.ก. ฉบับนี้ เมื่อรวมกับการกู้เงินกรณีอื่นแล้ว จะไม่กระทบต่อกรอบการบริหารหนี้สาธารณะตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ

กระทรวงการคลังได้วางแผนการชำระหนี้อย่างเป็นระบบ เพื่อกระจายความเสี่ยงและดูแลต้นทุนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม โดยรัฐบาลสามารถบริหารจัดการได้ภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลัง

เพื่อให้การใช้จ่ายเงินเป็นไปอย่างคุ้มค่า โปร่งใส และตรวจสอบได้ รัฐบาลจึงให้ความสำคัญอย่างยิ่งกับการกำหนดกระบวนการกลั่นกรองโครงการ ผ่านกลไกของคณะกรรมการกลั่นกรองการใช้จ่ายเงินกู้ โดยโครงการต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์และอยู่ภายใต้แผนงานที่กำหนดไว้ในบัญชีท้าย พ.ร.ก. เท่านั้น รวมทั้งต้องผ่านการกลั่นกรองด้านความคุ้มค่า ความเหมาะสม และความจำเป็นเร่งด่วน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนกับการใช้จ่ายเงินงบประมาณ

“พ.ร.ก. ฉบับนี้ได้รับความเห็นชอบจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นที่เรียบร้อยแล้วเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตามลำดับขั้นตอนและกฎหมายที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐบาลจึงขอนำเสนอ พ.ร.ก. ดังกล่าวต่อวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภาพิจารณา และหากไม่มีปัญหาใด ๆ ก็ขอความกรุณาให้สมาชิกลงมติ เพื่อให้ พ.ร.ก. ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ต่อไปตามเจตนารมณ์ของรัฐบาล ซึ่งมุ่งมั่นแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาด้านพลังงาน และปัญหาคุณภาพชีวิต เพื่อสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ประชาชนต่อไป” นายกรัฐมนตรีกล่าว

อย่างไรก็ตาม ในบางช่วงนายกรัฐมนตรีมีเสียงแหบและต้องจิบน้ำเป็นระยะ โดยระบุว่า

“ผมต้องกราบขออภัยจริง ๆ เพราะพยายามรักษาอาการป่วยจากหลอดลมอักเสบแล้ว แต่อาการยังไม่หายทัน เมื่อคืนก็ให้หมอดริปยาแล้ว อาการดีขึ้น แต่เนื่องจากเรื่องนี้มีความจำเป็น และเป็นการแสดงเจตนารมณ์ของรัฐบาลที่ต้องให้เกียรติวุฒิสภา จึงตัดสินใจมาชี้แจงด้วยตัวเอง”